เกษียณก่อนอายุ 60 วางแผนการเงินและสิทธิที่ลูกจ้างควรรู้

วางแผนเกษียณก่อนอายุ 60 กับสิทธิที่ลูกจ้างต้องรู้

ไม่อยากทำงานประจำจนถึงอายุ 60 เป็นความคิดที่เกิดขึ้นกับลูกจ้างเอกชนหลายคน โดยเฉพาะกับคนที่ทำงานมาหลายปี และเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพ เวลา และคุณภาพชีวิต ทว่า การเกษียณเร็วไม่ได้หมายถึงการมีเงินก้อนหนึ่งแล้วลาออกทันที เพราะทันทีที่เงินเดือนหยุด สิ่งที่เปลี่ยนตามมาคือ กระแสเงินสด ประกันสังคม สิทธิรักษาพยาบาล กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ภาษี ฯลฯ ดังนั้น สำหรับใครที่ตั้งเป้าอยากเกษียณก่อน 60 ควรเช็คสิทธิให้ดีก่อนตัดสินใจลาออก

“เกษียณ” กับ “ลาออก” สิทธิไม่เหมือนกัน

โดยทั่วไปแล้ว บริษัทเอกชนมักจะกำหนดอายุการทำงานไว้ต่างกัน บ้างก็สิ้นสุดที่ 55 หรือ 60 ปี แต่ในบางบริษัทอาจไม่ได้กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง ซึ่งทั้งสองแบบนี้ สิทธิที่จะได้รับเงินค่าชดเชยจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118/1 กำหนดหลักเกี่ยวกับ “การเกษียณอายุ” ไว้คือ “การเกษียณตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนด ถือเป็นการเลิกจ้าง และมีผลต่อสิทธิค่าชดเชยตามกฎหมาย” เช่น หากองค์กรกำหนดอายุเกษียณการทำงานที่ 60 ปี เมื่อลูกจ้างอายุครบ 60 ปีและต้องออกจากงาน ให้ถือเป็นการเลิกจ้างและนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้างโดยนับอายุการทำงานตั้งแต่แต่วันแรกที่เข้าทำงานถึงวันที่มีการเลิกจ้าง

อย่างไรก็ตาม จากกรณีที่พนักงานอายุ 45, 50 หรือ 55 ปี ต้องการหยุดทำงานประจำหรือเกษียณก่อนกำหนด ลักษณะนี้จะไม่ได้รับเงินค่าชดเชยเหมือนกรณีแรก เว้นแต่ว่าองค์กรมีสิทธิประโยชน์บางอย่าง เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือโครงการ Early Retirement รองรับ ซึ่งลูกจ้างจะได้รับเงินก้อนตามที่ระบุไว้ในเงื่อนไขสัญญา อย่างไรก็ตาม หากองค์กรไม่มีการกำหนดอายุเกษียณไว้ในสัญญาจ้างหรือกำหนดไว้เกิน 60 ปี ลูกจ้างที่มีอายุครบ 60 ปีขึ้นไปก็สามารถแสดงเจตนาเกษียณตามเงื่อนไขของกฎหมายได้ ซึ่งกรณีนี้จะได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายเช่นกัน

เกษียณแล้ว..มีเงินกี่ล้านไม่สำคัญเท่าเงินนั้นอยู่ได้กี่ปี

สิ่งแรกที่ต้องวางแผนหากคิดจะลาออกจากงานก่อนอายุ 60 คือ ควรจัดสรรเงินได้ ไปจนถึงอายุที่คาดว่าจะสิ้นอายุขัย เช่น ต้องการเกษียณเมื่ออายุ 50 ปี และคาดว่าจะมีชีวิตถึง 85 ปี นั่นเท่ากับว่า เงินก้อนที่คุณมีต้องรองรับชีวิตอีกประมาณ 35 ปี

หากปัจจุบันคุณมีเงินใช้เดือนละ 20,000 บาท ให้นำจำนวน 20,000 × 12 × 35 เท่ากับว่าคุณจะต้องมีเงินใช้จนสิ้นอายุขัยที่คาดการณ์ไว้คือ 8.4 ล้านบาท ทว่า ไม่มีใครรู้ว่าในอีก 20–30 ปีข้างหน้านั้น เงิน 20,000 บาทอาจซื้อสินค้าและบริการได้น้อยลงจากภาวะเงินเฟ้อ ขณะที่ค่าใช้จ่ายบางประเภท โดยเฉพาะสุขภาพ อาจเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น

อย่างไรก็ดี เงินเกษียณอาจไม่จำเป็นต้องเป็นเงินสดทั้งหมด เพราะเงินส่วนที่ยังไม่ต้องใช้สามารถลงทุนและสร้างผลตอบแทนต่อไปได้ ซึ่งการคำนวณเงินเกษียณสามารถพิจารณาพร้อมกันอย่างน้อย 4 ปัจจัย คือ ค่าใช้จ่ายต่อเดือน + จำนวนปีหลังเกษียณ + เงินเฟ้อ + ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่นำไปลงทุน 

สิทธิประกันสังคม = เงินบำนาญชราภาพ

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับต่อมา คือ ก่อนลาออกผู้ประกันตนหรือลูกจ้างเอกชนควรตรวจประวัติการส่งเงินสมทบของตัวเองว่า ส่งมาแล้วกี่เดือน ทั้งนี้ เงื่อนไขที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดไว้ในปัจจุบัน ผู้ประกันตนจะต้องส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 180 เดือนหรือไม่น้อยกว่า 15 ปี ต้องมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง โดยตามหลักเกณฑ์ของการคำนวณเงินบำนาญชราภาพมาจาก 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานคำนวณ และหากส่งเกิน 180 เดือน จะเพิ่มอีก 1.5% ต่อทุก 12 เดือน ที่ส่งเกินมา

อีกทางเลือกหลังออกจากงานคือการสมัครเป็นผู้ประกันตน มาตรา 39 ซึ่งยังไม่มีการกำหนดสูงสุดในการสมัคร แต่มีเงื่อนไขคือ ผู้สมัครต้องเคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ส่งเงินสมทบมาแล้วอย่างน้อย 12 เดือน และสมัครภายใน 6 เดือนนับจากออกจากงาน 

อย่างไรก็ตาม การสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 นั้น ควรดูความพร้อมทั้งในด้านการชำระเงินรายเดือน (เดือนละ 432 บาท) รวมไปถึงควรพิจารณาถึงสิทธิประโยชน์ (ปัจจุบันมาตรา 39 คุ้มครอง 6 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตรและชราภาพ ) ระยะเวลาส่งสมทบ และผลต่อเงินชราภาพของตัวเอง

อย่ารีบร้อนถอนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพราะวันรับเงินมีผลต่อภาษี

สำหรับคนที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ PVD เงินก้อนนี้อาจเป็นทรัพย์สินก้อนใหญ่ที่สุดอีกก้อนของลูกจ้างเอกชนก็ว่าได้ แต่ปัญหาคือเมื่อออกจากงาน หลายคนอาจคิดว่าลาออกแล้วก็ถอนออกมาเลย แต่การตัดสินใจเช่นนั้นอาจทำให้เสียประโยชน์ทางภาษีโดยไม่จำเป็น

ทั้งนี้ เงินจาก PVD ประกอบด้วยเงินสะสม ผลประโยชน์ของเงินสะสม เงินสมทบจากนายจ้าง และผลประโยชน์ของเงินสมทบ และการได้รับยกเว้นภาษีเมื่อเกษียณ มีเงื่อนไขเรื่องอายุและระยะเวลาการเป็นสมาชิก โดยหลักสำคัญคืออายุ 55 ปีขึ้นไป และต้องเป็นสมาชิกกองทุนมาไม่น้อยกว่า 5 ปีต่อเนื่อง ตามเงื่อนไขภาษีที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากรมีหลักเกณฑ์เฉพาะเกี่ยวกับเงินได้ที่ได้รับครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน โดยผู้ที่ทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี อาจมีสิทธิเลือกคำนวณภาษีแยกจากเงินได้อื่นตามมาตรา 48(5) เมื่อเข้าเงื่อนไข ไม่ใช่ว่าเงินทุกก้อนที่ได้รับในวันลาออกต้องเสียภาษีแบบเดียวกับเงินเดือนปกติเสมอไป

ดังนั้น ก่อนรับเงิน PVD ควรถามกองทุนให้ครบว่า สามารถคงเงินไว้ในกองทุนเดิม โอนไป PVD ของนายจ้างใหม่ หรือโอนไป RMF for PVD ได้หรือไม่ และแต่ละทางเลือกมีผลต่อภาษีอย่างไร โดยเฉพาะอย่างสำหรับคนอายุ 50–54 ปีที่กำลังจะออกจากงาน ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญ เพราะการถอนทันที กับการคงหรือโอนเงินไว้จนเข้าเงื่อนไขภาษี อาจให้ผลต่างกัน

สรุป

การเกษียณก่อนอายุ 60 จึงไม่ใช่เพียงการตัดสินใจว่าจะหยุดทำงานเมื่อไหร่ แต่คือการเตรียมความพร้อมให้ชีวิตหลังออกจากงานยังเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง ทั้งด้านการเงิน ค่าใช้จ่าย สุขภาพ และแหล่งรายได้ในระยะยาว ขณะเดียวกัน ลูกจ้างควรศึกษาสิทธิที่เกี่ยวข้องกับตนเองให้รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเงินชดเชย เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สิทธิประกันสังคม หรือสวัสดิการอื่นจากนายจ้าง เพราะเงื่อนไขการสิ้นสุดการจ้างงานที่แตกต่างกัน อาจทำให้ได้รับสิทธิแตกต่างกันด้วย ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเกษียณก่อนวัย ควรตรวจสอบทั้งเงินที่ต้องมีและสิทธิที่ควรได้รับให้ชัดเจน เพื่อให้การออกจากงานประจำไม่ใช่เพียงการสิ้นสุดชีวิตการทำงาน แต่เป็นการเริ่มต้นช่วงชีวิตใหม่ที่มีอิสระและความมั่นคงตามที่วางแผนไว้ 

ที่มา

https://shorturl.asia/eZtOa

https://shorturl.asia/Q6jMR

Table of Contents

บทความแนะนำ

ขั้นตอนยื่นภาษีบุคคลธรรมดา 2569 สำหรับพนักงานและ HR

ขั้นตอนการยื่นภาษีบุคคลธรรมดา 2026 (สำหรับรายได้ปี 2568)

ยื่นภาษีบุคคลธรรมดา 2569 เป็นเรื่องสำคัญที่มนุษย์เงินเดือนและผู้มีรายได้ทุกคนควรเตรียมตัวให้พร้อม...

อ่านเพิ่มเติม...
Flexible Benefits ระบบสวัสดิการพนักงานแบบยืดหยุ่นสำหรับ HR Manager

Flexible Benefits คืออะไร? คู่มือสำหรับ HR Manager ในการออกแบบสวัสดิการที่ตอบโจทย์พนักงานยุคใหม่

Flexible Benefits หรือ สวัสดิการพนักงานแบบยืดหยุ่น คือหนึ่งในกลยุทธ์ด้าน HR...

อ่านเพิ่มเติม...