ในอดีต การสมัครงานหมายถึงการส่งไฟล์ PDF ที่เต็มไปด้วย Bullet Point สั้นๆ บอกว่าเราเคยทำอะไร เรียนจบจากไหน ทำงานตำแหน่งอะไรมา มีคุณสมบัติเด่นๆ อย่างไรบ้าง กระดาษแผ่นนี้ถูกเรียกกันว่า ‘เรซูเม่’
ทว่าปัจจุบัน โลกการทำงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งกระดาษหน้าเดียว ไม่สามารถบอกตัวตนของคุณได้ครบทั้งหมด ดูเหมือนว่าสิ่งที่องค์กรต่างๆ ต้องการในวันนี้ไม่ใช่แค่ “คนที่ดูดีบนกระดาษ” แต่ต้องเป็น “คนที่ทำได้จริง” และมีบุคลิกที่ใช่ สอดคล้องเหมาะสมกับวัฒนธรรมขององค์กรด้วย

คำถามของเราคือ… ถ้าเรซูเม่กำลังจะตกยุค แล้วอะไรจะมาแทน
1. ปัญหาใหญ่ของเรซูเม่: ข้อมูลเยอะ เทียบ ATS ไม่ได้
ปัญหาสำคัญที่หลายองค์กรพบก็คือ เวลาประกาศรับสมัครงาน บริษัทต่างๆ โดยเฉพาะองค์กรใหญ่ๆ ต้องรับมือกับใบสมัครจำนวนมหาศาล บางตำแหน่งมีผู้สมัครเป็นร้อยเป็นพันคน ทำให้การไล่อ่านเรซูเม่ให้ครบทุกฉบับกลายเป็นเรื่องยาก HR ของบริษัทใหญ่ๆ จึงเริ่มหันมาพึ่งพาระบบ ATS (Applicant Tracking System) ที่ใช้วิธีสแกนเรซูเม่แบบรวดเร็วเพื่อหา “คีย์เวิร์ด” ตามที่บริษัทต้องการ
ผลก็คือ ถ้าหากไม่มีคีย์เวิร์ดตามที่ป้อนลงใน “ระบบ” เช่น ชื่อตำแหน่ง ทักษะเฉพาะทางหรือเทคโนโลยีที่ระบุไว้ในประกาศรับสมัคร เรซูเม่ของคุณอาจจะถูกคัดออก ก่อนที่ HR ของบริษัทจะได้เห็นชื่อคุณด้วยซ้ำ และคุณอาจไม่มีโอกาสได้เข้าสัมภาษณ์หรือได้บอกเล่าความสามารถที่มี ทั้งๆ ที่ตัวคุณอาจจะมีคุณสมบัติตามต้องกาอย่างครบถ้วนก็เป็นได้
ปัญหาที่หนักไปกว่านั้นคือ เพราะเลือกจากคีย์เวิร์ด เรซูเม่ที่ถูกคัดกรองมาจึงมีลักษณะเหมือนกันไปหมด เช่น ใช้ภาษาทางการแบบเดียวกัน ใส่คำยอดฮิตเหมือนๆ กัน ซึ่งความเหมือนกันนี้ ทำให้เรซูเม่ขาดจุดเด่น ไม่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง และไม่น่าจดจำ

2. ยุคของ Video Resume มาแล้ว!
ปัจจุบัน ทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับสายงานสร้างสรรค์ การตลาด การสื่อสาร และตำแหน่งที่ต้องการคุณสมบัติด้านการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นคือสิ่งที่เรียกว่า “Video Resume” หรือการอัดวีดิโอสั้นเพื่อแนะนำตัว Video Resume ช่วยให้ HR หัวหน้าทีม ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงเห็นพลัง ความมั่นใจ น้ำเสียง และบุคลิกของคุณได้ภายในไม่กี่นาที และทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่ข้อความในกระดาษไม่สามารถทำได้
ใครที่ไปสมัครงานบริษัทไหนแล้วได้รับมอบหมายให้จัดทำ Video Resume เราขอแนะนำเคล็ดลับง่ายๆ นั่นคือ
- เตรียมตัวให้ดี
- เลือกถ่ายในที่ที่มีแสงสว่าง บรรยากาศดูเป็นมิตร
- อย่าพูดยาวเกิน 3-5 นาที ใช้น้ำเสียงคมชัด พูดให้กระชับ มั่นใจ
- แสดงตัวตนของคุณจริงๆ ไม่ต้องพูดให้หรูหราหรืออวดตัวจนเกินควร พยายามจริงใจและเป็นมืออาชีพ จะได้รับการตอบรับที่ดีกว่า
นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีการสัมภาษณ์อีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า “การสัมภาษณ์แบบ Asynchronous” หรือการสัมภาษณ์แบบอะซิงโครนัส เป็นการสัมภาษณ์วิดีโอที่บันทึกไว้ล่วงหน้า ไม่ได้เป็นการโต้ตอบแบบเรียลไทม์ โดยนายจ้างจะส่งลิงก์ให้คุณบันทึกคำตอบสำหรับชุดคำถามที่จัดเตรียมไว้ การสัมภาษณ์รูปแบบนี้นิยมใช้ในขั้นตอนแรกของการคัดเลือกเพื่อประเมินผู้สมัครที่มีจำนวนมาก
3. Digital Footprint = เรซูเม่ตัวจริง
ไม่ว่าคุณจะส่ง Resume ไปกี่ฉบับหรืออัดคลิป Video Resume ตามโจทย์ที่องค์กรตั้งไว้ได้ดีแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่ HR แทบทุกคนจะทำทันทีหลังจากได้ชื่อคุณคือ… ค้นหาใน Google อย่างไรก็ตาม หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Digital Footprint หรือ “ร่องรอยบนโลกออนไลน์” มาก่อน สิ่งนี้กลายเป็นตัวชี้วัดบอกตัวตนของคุณจริงๆ โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มอย่าง
- LinkedIn: สะท้อนทักษะ ประวัติการทำงาน คำแนะนำจากเพื่อนร่วมงาน
- Facebook / Instagram: บอกสไตล์ชีวิต และความสนใจ
- X / Medium / Blog ส่วนตัว: แสดงทัศนคติ ความคิด และมุมมองต่อเรื่องต่างๆ
ทุกสิ่งที่คุณโพสต์ เคยแชร์ หรือคอมเมนต์ไว้ในอดีต อาจกลายเป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้ตัดสิน “ตัวตน” ของคุณก่อนที่จะมีการนัดสัมภาษณ์ด้วยซ้ำ ดังนั้น อย่ามองข้ามโลกออนไลน์ เพราะนั่นคือ “เรซูเม่เงา” ที่คุณสร้างไว้ทุกวันโดยไม่รู้ตัว

4. ทักษะสำคัญกว่าชื่อตำแหน่ง
ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วและหลากหลายมากขึ้น ชื่อตำแหน่งหรือชื่อองค์กรที่ลงไว้อาจไม่ได้บอกความสำคัญของคนคนหนึ่งได้เท่ากับ “คุณทำอะไรได้จริง” องค์กรชั้นนำมากมายหันไปใช้แพลตฟอร์มอย่าง HackerRank, Codility, TestGorilla หรือ Case Study Challenge เพื่อทดสอบผู้สมัครจากทักษะจริง ไม่ใช่แค่ข้อมูลที่ระบุไว้ในเรซูแม่หรือคำพูดสัมภาษณ์ผ่าน Video Resume
คนที่เคยอยู่ในตำแหน่งสูงๆ ชื่อตำแหน่งหรูหราอย่างผู้บริหารหรือผู้จัดการ แต่ไม่สามารถทำงานเชิงลึกหรือทำงานจริงแล้วไม่ประสบผลสำเร็จตามที่บริษัทต้องการ อาจสู้คนที่ไม่เคยมีตำแหน่งใหญ่โต แต่ทำงานคล่อง และมีผลงานจับต้องได้จริงไม่ได้
เพราะฉะนั้น ในโลกของการทำงานยุคใหม่ HR ไม่ได้เลือกผู้สมัครจากชื่อตำแหน่งหรือสิ่งที่เขียนมา แต่จะเลือกจากผลงานที่คนคนนั้นทำได้จริงมากกว่า
5. แล้วอะไรจะมาแทนเรซูเม่?
ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า เรซูเม่แบบ PDF ก็ยังจำเป็น แต่มันอาจ “ไม่เพียงพออีกต่อไป” สำหรับโลกยุคนี้ และถ้าคุณอยากโดดเด่นในตลาดงาน สิ่งที่ควรเพิ่มเติมเพื่อเป็นอาวุธทำให้ตัวเองดูแข็งแกร่งและน่าสนใจมากขึ้น ได้แก่
- โปรไฟล์ LinkedIn ที่อัปเดตตลอดเวลา พร้อมคำแนะนำจากเพื่อนร่วมงานเก่า และรายละเอียดผลงานชัดเจน
- ผลงาน (Portfolio) ที่อัปโหลดให้ดูได้จริง เช่น เว็บไซต์ที่เคยสร้าง แคมเปญที่เคยทำ หรือบทความที่เคยเขียน
- Content ที่บ่งบอกความเชี่ยวชาญ เช่น การเขียนบทความสั้น การแชร์มุมมองผ่านโพสต์ หรือการให้ความรู้ในเรื่องที่คุณถนัดบนโซเชียล
ยิ่งถ้ามีสิ่งเหล่านี้อยู่บนโลกออนไลน์มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสร้าง “ตัวตนดิจิทัล” ที่น่าจดจำมากขึ้น และมีโอกาสได้งานที่ดีได้มากขึ้นเท่านั้น
สรุปส่งท้าย
เรซูเม่ยังไม่ตาย แต่มันอาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะในโลกงานยุคใหม่ HR ขององค์กรใหญ่ๆ ไม่ได้ตัดสินคนทำงานจากกระดาษแผ่นเดียวอีกแล้ว ดังนั้น ถ้าคุณอยากได้งานที่ใช่จริงๆ แค่ไฟล์ PDF ไฟล์เดียวคงไม่เพียงพอ
อยากได้งานในยุคนี้ ต้องสร้างตัวตนดิจิทัลที่น่าจดจำ และแสดงให้องค์กรนั้นๆ เห็นว่าคุณสามารถ “ทำงานได้จริง” เริ่มต้นสร้างตัวตนของคุณตั้งแต่วันนี้ และปล่อยให้มันทำงานแทนคุณในวันข้างหน้า
อ้างอิง
- https://devharshmittal.medium.com/resumes-are-dying-heres-what-s-replacing-them-25b58ac49824
- https://www.linkedin.com/posts/waysahead_videoresume-jobsearch-careergrowth-activity-7340472367275524096-RBXZ/
- https://www.youtube.com/watch?v=PEAtewpdOC0