Infographic หัวหน้าเก่งแต่ลูกน้องไม่โต แสดงปัญหาการบริหารทีมและการพัฒนาศักยภาพพนักงานในองค์กร

หัวหน้าพัฒนาลูกน้องให้เติบโต ด้วยแนวคิด Coaching

หัวหน้าพัฒนาลูกน้องให้เติบโต ไม่ใช่เพียงการสอนงานหรือมอบหมายหน้าที่ แต่คือบทบาทสำคัญของผู้นำที่ต้องสร้างทีมให้มีความสามารถ คิดวิเคราะห์ และตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง เพราะแม้หัวหน้าจะเป็นคนเก่ง มีประสบการณ์ และแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว แต่หากทุกอย่างยังต้องรอการตัดสินใจจากหัวหน้าเพียงคนเดียว วันที่ผู้นำไม่อยู่ องค์กรอาจต้องเผชิญกับปัญหาการขาดคนที่พร้อมก้าวขึ้นมารับผิดชอบแทน

หลายองค์กรจึงเริ่มให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนบทบาทของหัวหน้าจาก “ผู้สั่งการ” มาเป็น “โค้ช” ที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพของทีม ผ่านการสร้าง Mindset ทักษะการคิด และโอกาสในการเรียนรู้จากการทำงานจริง

ใครๆ ก็บอกว่า ถ้าอยากเก่ง ต้องเรียนรู้จากหัวหน้าที่เก่ง แต่เคยสงสัยไหมว่า…ทำไมในบางองค์กร หัวหน้าทั้งฉลาด ตัดสินใจเฉียบขาด แก้ปัญหาได้ทันที แต่ทำไมลูกน้องกลับไม่เติบโตไปในทิศทางเดียวกัน

เมื่อวันที่หัวหน้าไม่อยู่ ใครจะพาทีมไปต่อ  

มีลูกจ้างในองค์กรจำนวนไม่น้อย ที่แม้ว่าจะเติบโตขึ้นตามอายุงาน แต่กลับไม่ได้พัฒนาความคิดและความสามารถอย่างที่ควรจะเป็น (โดยเฉพาะในองค์กรที่มีหัวหน้าทำงานเก่ง) เหตุผลหลักๆ เพราะที่ผ่านมาลูกน้องแทบจะไม่ต้องคิดเอง เมื่อเจอปัญหาก็มีหัวหน้าคอยตัดสินใจแทน ทำให้ขาดทักษะการคิด แก้ปัญหาไม่เป็น และไม่กล้าตัดสินใจเนื่องจากไม่มั่นใจหรือกลัวความผิดพลาด 

เมื่อมองให้ลึกลงไป หัวหน้าก็อาจไม่ได้เป็นฝ่ายผิดเสียทีเดียว เพราะผู้นำบางประเภทมักคุ้นชินกับการตัดสินใจด้วยตนเอง และยังไม่อาจไว้วางใจลูกน้องได้ง่ายนัก อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในโมเดล Impact ชี้ว่า หนึ่งในทักษะสำคัญของการเป็นผู้นำคือ “Cultivating Growth” หรือการสร้างคนเพื่อความสำเร็จที่ยั่งยืน โดยจะวัดได้จากการที่ เมื่อถึงวันที่ผู้นำองค์กรลาออกหรือเกษียณอายุแล้ว หากทีมยังสามารถเดินหน้าทำงานต่อได้ดี ไม่มีสะดุดและมีคนพร้อมที่จะก้าวขึ้นมาแทน นั่นจึงเรียกว่าความสำเร็จที่แท้จริง ทว่า ผลสำรวจผู้นำไทยกว่า 4,500 คนกลับพบว่า ทักษะด้านการสร้างคนมีคะแนนเพียง 48% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระดับโลกที่สูงถึง 88.6%

หัวหน้าพัฒนาลูกน้องให้เติบโต ด้วยแนวคิด Coaching

หลักการของ Peter Principle

อย่างไรก็แล้วแต่ พนักงานบางคนอาจไม่ได้เก่งตั้งแต่แรก แต่หากมีหัวหน้าที่เก่งในการพัฒนาและยินดีที่จะถ่ายทอดงานให้อย่างเต็มใจ พวกเขาก็จะสามารถเติบโตและไปได้ไกลกว่าที่คิด ซึ่งยอมทำให้ช่วยแบ่งเบาภาระงานจากหัวหน้าได้เป็นอย่างดี ในทางกลับกัน ต่อให้มีศักยภาพมากแค่ไหน หากขาดผู้นำที่ช่วยปลดล็อกวิธีคิด ก็อาจไปไม่ถึงศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง

ทั้งนี้ แนวคิดดังดังกล่าวยังสอดคล้องกับ Peter Principle หรือ “หลักการปีเตอร์” ที่อธิบายว่า โครงสร้างองค์กรแบบลำดับชั้นมักผลักดันให้พนักงานเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่ความสามารถไม่สอดคล้องกับบทบาทที่ได้รับ (Level of Incompetence) ซึ่งหลายครั้งไม่ใช่เพราะทำงานไม่เป็น แต่เป็นเพราะไม่เคยถูกฝึกให้คิดในระดับที่สูงขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาเคยชินกับการทำงานตามคำสั่งของหัวหน้า

ดังนั้น หากคุณเป็นหัวหน้างาน และเปิดใจพอที่จะพัฒนาลูกน้องให้เติบโตขึ้นมาทดแทนคุณได้ในอนาคต อาจถึงเวลาลองปรับบทบาทจาก “ผู้สั่งการ” มาเป็น “โค้ช” ที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพของทีมอย่างแท้จริง โดยสามารถเริ่มต้นได้จากแนวทางต่อไปนี้

1. Update Mindset: ปรับแนวคิดใหม่ 

  • การพัฒนาลูกน้องคืออีกหนึ่งหน้าที่ของหัวหน้า ไม่ใช่หน้าที่ของ HR และการพัฒนาคนในองค์กร ไม่ใช่แค่การส่งไปอบรม แต่คือการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานจริง เชื่อไหมว่า การทำงานที่ยากหรือมีความท้าทายสูง ย่อมช่วยหล่อหลอมให้พนักงานเก่งและแกร่งในการรับมือมากขึ้น
  • การโค้ชไม่ใช่แค่การตั้งคำถาม แต่คือการพาไปสู่เป้าหมาย เปรียบเสมือน “Coach” ที่มีรากศัพท์จากภาษาฮังการี แปลว่า “รถม้า” ซึ่งทำหน้าที่พาคนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง
  • การโค้ชไม่ใช่การตำหนิ และไม่ใช่การปล่อยให้เรียนรู้เองโดยไร้ทิศทาง แต่มันคือการเป็นพี่เลี้ยงคอยสอนงานในระยะเริ่มต้น แล้วค่อยๆ ปล่อยให้ลูกจ้างลองเรียนรู้และฝึกแก้ปัญหาด้วยตนเอง
  • การโค้ชอาจไม่เหมาะกับทุกคน ต้องพิจารณาว่าผู้เรียนมีความพร้อม (Coachable) หรือไม่
Skillset: ทักษะสำคัญของหัวหน้า

2. Skillset: ทักษะสำคัญของหัวหน้า

  • ทักษะช่วยคิด หัวหน้าที่ดีจะไม่บอกแค่ What หรือ How แต่ต้องอธิบาย Why เพื่อสร้างวิธีคิดที่ถูกต้อง
  • ทักษะชวนคิด โดยอาจจะลองใช้คำถามผ่านโมเดล เช่น GROW (Goal การตั้งเป้าหมาย, Reality การสำรวจความเป็นจริงในปัจจุบัน, Options คือการมองหาทางเลือก หรือวิธีการอื่นๆ ที่เป็นไปได้ในการแก้ปัญหาหรือไปให้ถึงเป้าหมาย และ Way Forward คือการกำหนด แนวทางที่จะทำต่อจากนี้ ว่าจะตัดสินใจเลือกสิ่งใดไปลงมือทำจริง) 
  • ทักษะการฟัง หัวหน้าที่ดีมักจะเป็นผู้ฟังที่ดี และมักจะพยายามฟังเรื่องราวต่างๆ อย่างลึกซึ้งเพื่อทำความเข้าใจอย่างแท้จริง
  • มีความเข้าใจผู้อื่น (Empathy)
  • ทักษะการให้ Feedback อย่างสร้างสรรค์

3. Toolse t: ใช้เครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ อาทิ 

  • การใช้ LMS (Learning Management System) หรือแหล่งเรียนรู้ภายในองค์กร เช่น Case Study หรือวิดีโอ 
  • Micro/Nano Learning หรือใช้การเรียนรู้แบบสั้น กระชับประมาณ 1–2 นาที 
  • AI Agent เช่น  ใช้ AI อย่าง ChatGPT หรือ Gemini เป็นผู้ช่วยในการทำงานและพัฒนาทักษะ

4. ติดตามผลและให้คุณค่า

  • วัดผลที่ “ผลลัพธ์” ไม่ใช่แค่ “กิจกรรม” เช่น ไม่จำเป็นต้องนับว่าโค้ชไปกี่ครั้งแล้ว  แต่ให้วัดกันที่ เมื่อผ่านไป 3–6 เดือน ทีมพัฒนาขึ้นหรือไม่
  • ให้รางวัลกับผู้ที่ตั้งใจพัฒนา และมีมาตรการกับผู้ที่ไม่ให้ความร่วมมือ เพื่อสร้างความเป็นธรรมในทีม

ที่มา

https://www.indeed.com/recruitment/c/info/what-is-the-peter-principle
https://www.youtube.com/watch?v=6HuZMlQa2XA&list=PLv4JahlfELWG6DtRXoGkmzfDIaB2zHZpw&index=7

Table of Contents

บทความแนะนำ

ขั้นตอนยื่นภาษีบุคคลธรรมดา 2569 สำหรับพนักงานและ HR

ขั้นตอนการยื่นภาษีบุคคลธรรมดา 2026 (สำหรับรายได้ปี 2568)

ยื่นภาษีบุคคลธรรมดา 2569 เป็นเรื่องสำคัญที่มนุษย์เงินเดือนและผู้มีรายได้ทุกคนควรเตรียมตัวให้พร้อม...

อ่านเพิ่มเติม...
Flexible Benefits ระบบสวัสดิการพนักงานแบบยืดหยุ่นสำหรับ HR Manager

Flexible Benefits คืออะไร? คู่มือสำหรับ HR Manager ในการออกแบบสวัสดิการที่ตอบโจทย์พนักงานยุคใหม่

Flexible Benefits หรือ สวัสดิการพนักงานแบบยืดหยุ่น คือหนึ่งในกลยุทธ์ด้าน HR...

อ่านเพิ่มเติม...
ระบบ HR ที่มี AI สำหรับ SME ช่วยบริหารข้อมูลพนักงานและเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร

ระบบ HR ที่มี AI ในราคาที่ SME เข้าถึงได้: เมื่อเทคโนโลยี AI เปลี่ยนการบริหารทรัพยากรบุคคลจากงานเอกสารสู่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

ระบบ HR ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การบริหารทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management: HRM)...

อ่านเพิ่มเติม...