เจาะลึกทำไมคน Gen Z ไม่อยากเป็นหัวหน้างาน

การเป็นหัวหน้าอาจไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จสำหรับคน Gen Z อีกต่อไปแล้ว เมื่อเทรนด์ใหม่มาแรงอย่าง “Conscious Unbossing” กำลังเผยให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้ทำงานเพื่อมุ่งเป็นผู้บริหารองค์กรแบบเดิม แต่ยอมแลกกับความสมดุลชีวิต สุขภาพใจที่ดี และการเติบโตในแบบที่ต้องการ

“Conscious Unbossing” เทรนด์มาแรงของคน Gen Z

การทำงานยุคนี้มีเทรนด์ใหม่ที่เรียกว่า “Conscious Unbossing” หรือการที่คนรุ่นใหม่ตั้งใจปฏิเสธตำแหน่งหัวหน้างานหรือการเป็นผู้บริหารแม้จะมีโอกาสอยู่ตรงหน้าให้คว้าเอาไว้ นั่นเป็นเพราะนิยามความสำเร็จของคน Gen Z เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองว่าการเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าคือสิ่งที่วัดความสำเร็จในอาชีพการงาน แต่พวกเขาเลือกวัดความสำเร็จจากผลลัพธ์ของงานและประโยชน์ที่องค์กรได้รับมากกว่าจำนวนลูกน้องที่มี

Robert Walters บริษัทที่ปรึกษาด้านการสรรหาบุคลากรชั้นนำของโลกจากประเทศอังกฤษ ทำการสำรวจคนทำงานรุ่นใหม่หรือ Gen Z ในอังกฤษ ซึ่งเป็นคนที่เกิดในปีพ.ศ. 2540–2552 (หรืออายุไม่เกิน 29 ในปี 2569) พบว่า จำนวนเกินครึ่งหรือ 52% ไม่ต้องการเป็นผู้บริหารระดับกลาง (Middle Manager) และ 72% เลือกที่จะเติบโตในสายงานเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Individual Contributor) แทน

แล้วปัญหาของ “ผู้บริหารระดับกลาง” (Middle Management) คืออะไร ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงไม่อยากจะเป็น ? คำตอบก็คือ “ผู้บริหารระดับกลาง” เป็นตำแหน่งที่เปรียบเสมือน “แซนด์วิช” ที่ถูกอัด อยู่ระหว่างผู้บริหารระดับสูงและคนปฏิบัติงานจริง ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจการตัดสินใจน้อย แต่ความรับผิดชอบสูง ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการประสานงาน แก้ปัญหาการเมืองในองค์กร และการกลั่นกรองข้อมูล ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คนรุ่นใหม่คุ้นชินหรือชื่นชอบ โดย 69% ของคน Gen Z มองว่าตำแหน่งผู้บริหารระดับกลางเต็มไปด้วยความกดดันสูง แต่ผลตอบแทนกลับไม่คุ้มค่า

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อความก้าวหน้าในอาชีพ ซึ่งอาจส่งผลต่อรูปแบบการบริหารองค์กรในอนาคต แม้ว่า 36% ของคน Gen Z คาดว่าตนเองอาจต้องก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้จัดการในช่วงใดช่วงหนึ่งของเส้นทางอาชีพ แต่ก็ยอมรับตรงๆ ว่า ตำแหน่งหัวหน้าไม่ใช่สิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริง ยิ่งเมื่อเจาะลึกลงไปแล้ว พบว่า 16% ของคนรุ่นใหม่ตั้งใจหลีกเลี่ยงตำแหน่งผู้บริหารหรือผู้จัดการอย่างชัดเจน

เหตุผล 3 ข้อ ที่คน Gen Z ขอบายจากการเป็นบอส

คน Gen Z เชื่อว่า อิทธิพลและการยอมรับในองค์กรควรมาจากความเชี่ยวชาญมากกว่าตำแหน่งหน้าที่ สิ่งนี้สะท้อนถึงความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับอิสระในการทำงาน ความยืดหยุ่น และการสร้างผลกระทบโดยตรงต่อผลงาน 

นอกจากนี้ ยังมี 3 เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ Gen Z ไม่อยากเติบโตไปเป็นหัวหน้า นั่นก็คือ

·         คน Gen Z ให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance มากกว่า โดยคนรุ่นใหม่ไม่ได้โหมทำแต่งานเหมือนคน Gen อื่นๆ แต่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายและใจแบบองค์รวม เพราะเห็นตัวอย่างจากคนรุ่นพ่อแม่หรือเจ้านายรุ่นก่อนๆ ที่ต้องทุ่มเทให้กับการทำงานหนักจนเครียดและไม่มีเวลาให้ครอบครัว

·         ภาพลักษณ์ความลำบากของคนเป็นหัวหน้า คน Gen Z มองว่าการเป็นผู้บริหารต้องเผชิญกับระบบระเบียบที่ยุ่งยากและการประชุมที่มากเกินไป

·         ความเครียดในตำแหน่งงานบริหาร ผลวิจัยระบุว่า 71% ของคนที่เป็นผู้นำอยู่แล้วมักจะรู้สึกเครียดเพิ่มขึ้น และอีก 40% เคยคิดจะลาออกจากตำแหน่งเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

ทางออกขององค์กร

และเมื่อถึงวันหนึ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องก้าวเข้ามาแทนที่คนรุ่นเก่า องค์กรจึงจำเป็นต้องหาจุดสมดุลให้เจอ โดยการรับฟังความต้องการของคนรุ่นใหม่มากขึ้น และควรออกแบบนโยบายที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ออกแบบรูปแบบการทำงานของตัวเอง พัฒนาทักษะที่ตรงความต้องการ และสร้างคุณค่าให้กับองค์กรในมิติที่พวกเขาให้ความสำคัญ

ลูซี บิสเซ็ตต์ (Lucy Bisset) ผู้อำนวยการประจำภูมิภาค North ของ Robert Walters อธิบายไว้ว่า Gen Z เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดแบบผู้ประกอบการ คนกลุ่มนี้ต้องการนำตัวตนและแนวคิดของตนเองมาใช้กับงานอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการสร้างเอกลักษณ์และแนวทางการทำงานของตัวเอง มากกว่าการใช้เวลาไปกับการบริหารจัดการคนอื่น ดังนั้น แนวโน้มที่คนรุ่นใหม่หลีกเลี่ยงตำแหน่งผู้จัดการระดับกลาง อาจกลายเป็นความท้าทายสำหรับองค์กรในระยะยาว 

อย่างไรก็ตาม  ลูซีได้กล่าวเพิ่มเติมว่า 89% ของนายจ้างยังคงเชื่อว่าผู้จัดการระดับกลางเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร และหากองค์กรต้องการให้บทบาทนี้ยังคงดึงดูดบุคลากร จำเป็นต้องปรับแนวทางให้สอดคล้องกับความคาดหวังของคนทำงานยุคใหม่ เช่น การมอบอิสระในการทำงานมากขึ้น การประเมินภาระงานอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการสร้างโอกาสในการพัฒนาทักษะอย่างชัดเจน

เพราะฉะนั้น แนวคิดวัฒนธรรมองค์กรแบบ “Unbossed Culture” อาจเป็นกุญแจสำคัญในการปรับภาพลักษณ์ของบทบาทนี้ จากเดิมที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียง “ชั้นการบริหารที่ไม่จำเป็น” ให้กลายเป็น ผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ที่ช่วยสนับสนุนและเสริมพลังให้ทีมสามารถริเริ่มและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ท้ายที่สุด องค์กรควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้จัดการระดับกลางตั้งแต่วันนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีศักยภาพในอนาคต

ที่มา

https://www.robertwalters.co.uk/insights/news/blog/conscious-unbossing.html

https://www.forbes.com/sites/danpontefract/2024/09/28/conscious-unbossing-why-gen-z-is-steering-clear-of-middle-management

https://www.forbes.com/sites/danpontefract/2024/09/28/conscious-unbossing-why-gen-z-is-steering-clear-of-middle-management
https://www.youtube.com/watch?v=hXySEKX3P2c

บทความแนะนำ