งานประจำอาจไม่ใช่คำตอบของการทำงานในยุคนี้อีกต่อไปแล้ว เมื่อองค์กรจำนวนมากไม่ได้มองการจ้างงานในระยะยาวหรือการจ้างงานประจำ แต่หันไปให้ความสำคัญกับความคล่องตัว ประสิทธิภาพ และผลลัพธ์ของงานมากกว่าโครงสร้างการทำงานแบบเดิมๆ ส่งผลต่อการจ้างงานในตลาดแรงงานจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น อาจอยู่ในรูปแบบงานพาร์ตไทม์และงานสัญญาจ้าง
3 จุดเปลี่ยนสำคัญในตลาดแรงงานไทย
ข้อมูลจาก Jobsdb by SEEK แพลตฟอร์มหางานออนไลน์ชั้นนำในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่า นายจ้างไทยกำลังปรับรูปแบบการทำงานและโครงสร้างองค์กร เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โดยหันมาให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นในการทำงาน ค่าตอบแทนที่ตอบโจทย์มากขึ้น
รายงาน Hiring, Compensation & Benefits (HCB) Report 2568 ของ Jobsdb ระบุเพิ่มเติมว่า ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงสำคัญใน 3 ประเด็นหลักที่องค์กรไม่ควรมองข้าม ได้แก่ รูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น การปรับสวัสดิการของพนักงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และทักษะด้าน AI ที่ทวีความสำคัญ และกำลังก้าวขึ้นเป็นทักษะพื้นฐานของการทำงานในยุคปัจจุบัน
ทั้งสามจุดเปลี่ยนนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการคาดการณ์ลอย ๆ แต่มีที่มาจากข้อมูลจริง อ้างอิงจากการสำรวจนายจ้างจำนวน 702 องค์กรทั่วประเทศในช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคม 2567 ครอบคลุมธุรกิจหลากหลายขนาดและหลายอุตสาหกรรม เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจมองเห็นทิศทางของตลาดแรงงานได้ชัดเจนขึ้น และสามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานในอนาคต
เริ่มส่งสัญญาณตั้งแต่ปี 2567
สัญญาณของการเปลี่ยนผ่านนี้ส่อแววให้เห็นได้ชัดตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา เมื่อหลายองค์กรจำเป็นต้องปรับโครงสร้างภายในเพื่อรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นการควบคุมต้นทุน และการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยทดแทนกระบวนการทำงานแบบเดิม ส่งผลให้ขั้นตอนการทำงานกระชับขึ้น และประสิทธิภาพโดยรวมเพิ่มสูงขึ้น
การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพนักงานประจำที่ทำงานเต็มเวลา โดยเฉพาะสายงานบัญชี ทรัพยากรบุคคล การตลาด งานบริการลูกค้า และภาคการผลิต ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรได้หันมาใช้การจ้างงานแบบพาร์ตไทม์และสัญญาจ้างมากขึ้นเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจ
ทั้งนี้ จากผลสำรวจพบว่า ตำแหน่งพนักงานประจำแบบพาร์ตไทม์ในองค์กรขนาดใหญ่ (มีพนักงานมากกว่า 100 คน) เพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 42% และตำแหน่งงานพาร์ตไทม์แบบมีสัญญาจ้างเพิ่มขึ้นจาก 19% เป็น 28%
สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางต่างก็มีแนวโน้มหันไปสู่การจ้างงานที่ยืดหยุ่นในทิศทางเดียวกัน ซึ่งแม้ว่าบางตำแหน่งงานจะได้รับผลกระทบ แต่ภาพรวมของตลาดแรงงานไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยอัตราการว่างงานของประเทศยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 1% เท่านั้น ทั้งนี้ ตำแหน่งงานที่ยังมีความต้องการจ้างสูง ได้แก่ งานธุรการและทรัพยากรบุคคล งานบัญชี และงานขายแบบธุรกิจกับธุรกิจ (B2B)

องค์กรให้คุณค่ากับเรื่องสวัสดิการมากขึ้น
นอกจากนี้ องค์กรยุคใหม่ต่างหันมาใส่ใจกับคุณค่าหรือสวัสดิการที่มอบให้พนักงาน (Employee Value Proposition: EVP) มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่แค่เรื่องงานหรือค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมไปถึงการดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงานในทุกมิติ ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และชีวิตครอบครัว เช่น ในปี 2568 หลังจากที่กฎหมายแรงงานฉบับใหม่ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ยกระดับการคุ้มครองลูกจ้างเพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ที่ดีกว่าเดิม หลายองค์กรเริ่มขยายขอบเขตสวัสดิการให้ตอบโจทย์ชีวิตจริงมากขึ้น เช่น เพิ่มสิทธิวันลาคลอดเป็น 120 วัน จากเดิม 98 วัน ส่วนคุณพ่อจะได้วันลาเพื่อช่วยคู่สมรสหลังคลอดบุตร 15 วันโดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน ฯลฯ ซึ่งสวัสดิการด้านนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 15% สะท้อนถึงความใส่ใจต่อบทบาทของพนักงานนอกเหนือจากการทำงาน
ขณะเดียวกัน องค์กรยังให้ความสำคัญกับสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดห้องให้นมบุตรในสถานที่ทำงานหรือเงินช่วยเหลือด้านการศึกษา ซึ่งมาตรการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงาน แต่ยังช่วยเสริมสร้างความผูกพันกับองค์กร และเพิ่มโอกาสในการรักษาพนักงานให้อยู่ร่วมงานในระยะยาว
ทางด้านค่าตอบแทน ผลสำรวจพบว่า 85% ขององค์กร มีการปรับขึ้นเงินเดือนเพื่อให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อ ขณะที่ 84% ระบุว่ามีการจ่ายโบนัสเฉลี่ยประมาณ 2 เดือน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้พนักงาน ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงผันผวน

AI กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตการทำงาน
แม้ว่าการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในกระบวนการสรรหาบุคลากรจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่รายงานระบุว่า ทักษะที่เกี่ยวข้องกับ AI กำลังกลายเป็นเกณฑ์สำคัญในการพิจารณารับคนเข้าทำงาน โดย 65% ขององค์กรให้ความสำคัญกับทักษะด้าน AI ระหว่างการสัมภาษณ์งาน และ 26% มองว่าทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในที่ทำงานยุคใหม่
ส่วนวิธีการประเมินทักษะด้าน AI ที่นิยมใช้ ได้แก่ การสัมภาษณ์โดยตรงคิดเป็น 51% การพิจารณาผลงานหรือพอร์ตโฟลิโอ 42% และการทดสอบเฉพาะทาง 33% นอกจากนี้ 34% ขององค์กรเริ่มใช้เครื่องมือ AI ในการเขียนประกาศรับสมัครงานและคัดกรองใบสมัครแล้ว โดยแนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสายงานเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นในหลากหลายอุตสาหกรรม
สรุป
บริษัทในประเทศไทยกำลังเร่งปรับตัวให้ทันกับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผ่านการจ้างงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เพิ่มสวัสดิการที่ดูแลพนักงานอย่างรอบด้าน และการนำ AI มาใช้เป็นมาตรฐานใหม่ในการพิจารณารับสมัครงาน ซึ่งการเตรียมพร้อมรับมือกับแนวโน้มเหล่านี้ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็นเชิงกลยุทธ์สำหรับองค์กรที่ต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงในระยะยาว
อ้างอิง
https://www.senate.go.th/view/386/News/Latest/399/TH-TH
https://briohr.com/blog/strategic-shift-contract-work-benefits-considerations/





