• รายได้เท่าไหร่แค่ยื่นภาษี รายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี มาดูสรุปง่าย ๆ สำหรับคนทำงานกัน
  • หากเราเป็นคนที่ต้องเสียภาษี มาดูวิธีคำนวณเงินได้สุทธิและอัตราการเสียภาษีที่ต้องจ่ายกันว่าต้องเสียภาษีกี่เปอร์เซนต์จากเงินได้สุทธิ และใช้อะไรลดหย่อนภาษีได้บ้าง 
  • เอกสารอะไรที่คนทำงานต้องเตรียมพร้อมเพื่อยื่นภาษีหรือใช้ในการลดหย่อน

“ภาษี” เพื่อนซี้คนทำงานที่คนทำงานหลายคนไม่เคยเข้าใจ เพราะสับสนไปหมดทั้งค่าลดหย่อน รายได้สุทธิ ยื่นแต่ไม่ต้องจ่าย หรือทั้งจ่ายทั้งยื่น ทำให้ช่วงปลายปีวุ่นวายกันใหญ่เพราะไม่รู้ว่าตนเองควรทำยังไง JobThai เลยไม่รอช้ารีบหาข้อมูลมาสรุปให้คนทำงานเข้าใจกันไปเลย ว่ารายได้เท่าไหร่ต้องจ่ายภาษี และอัปเดตภาษีท้ายปี 62 ให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจกัน 

1. การคำนวณว่าคนทำงานจะต้องยื่นภาษีหรือเสียภาษีหรือไม่

รายได้จากการทำงานประจำจะเป็นข้อบ่งชี้ว่าเราจะต้องยื่นหรือจ่ายภาษีหรือไม่ ฉะนั้นต้องรู้ก่อนว่าเรามีรายได้เท่าไหร่ จากการทำงานประจำเพียงอย่างเดียวต่อเดือน

-หากมีเงินเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ไม่ต้องยื่นภาษี และไม่ต้องเสียภาษี

กรณีจ่ายประกันสังคม

-มีเงินเดือนไม่เกิน 26,583.33 บาท ต้องยื่นภาษีแต่ไม่ต้องเสียภาษี 

-มีเงินเดือนมากกว่า 26,583.33 บาท ต้องยื่นภาษีและต้องเสียภาษี 

กรณีไม่ได้จ่ายประกันสังคม

-มีเงินเดือนไม่เกิน 25,833.33 บาท ต้องยื่นภาษีแต่ไม่ต้องเสียภาษี

-มีเงินเดือนมากกว่า 25,833.33 บาท ต้องยื่นภาษีและต้องเสียภาษี 

2. การคำนวณภาษีจากเงินได้สุทธิ (ยังไม่รวมค่าลดหย่อน)

ถ้าสิ่งที่เราต้องทำคือแค่ยื่นภาษีแต่ไม่ต้องเสียภาษีก็ศึกษาไว้เป็นความรู้หรือข้ามไปอ่านเอกสารที่ต้องยื่นได้เลย แต่หากเราอยู่ฝั่งคนที่ต้องเสียภาษี เรามาดูกันว่าการคำนวณภาษีที่ต้องเสียจากเงินได้สุทธิคืออะไร 

‘ตัวอย่างยังไม่ได้รวมค่าลดหย่อนภาษีจากประกันสังคม หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ’

การคำนวณเงินได้สุทธิคำนวณจาก

เงินได้ – ค่าใช้จ่าย 50% (จากเงินได้) แต่ไม่เกิน 100,000 บาท – ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท = เงินได้สุทธิ

การคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายจากเงินได้สุทธิ

เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี

เงินได้สุทธิ (บาท)อัตราภาษี
0 – 150,000ได้รับการยกเว้น
>150,000 – 300,000ยื่น
>150,000 – 300,0005%
>300,000 – 500,00010%
>500,000 – 750,00015%
>750,000 – 1,000,00020%
>1,000,000 – 2,000,00025%
>2,000,000 – 5,000,00030%
>5,000,000 ขึ้นไป35%

3. อะไรที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้บ้าง 

หากเราเป็นคนที่ต้องเสียภาษี มาอ่านกันก่อนว่าอะไรที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ จะได้ไม่เสียสิทธิของตัวเองไปฟรี ๆ โดยค่าลดหย่อนนั้นมีประโยชน์อย่างมากที่จะทำให้เราจ่ายภาษีได้ถูกลงและเพิ่มโอกาสในการรับเงินคืนภาษีอีกด้วย

ในปี 2562 นอกจากค่าลดหย่อนหลัก ๆ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว คู่สมรส บุตร บิดา มารดา และประกันสังคมแล้ว ก็ยังมีค่าลดหย่อนจากโครงการช้อปช่วยชาติลดหย่อนตามที่จ่ายจริง (ไม่เกิน 15,000 บาท) ค่าลดหย่อนท่องเที่ยวเมืองหลัก ค่าลดหย่อนท่องเที่ยวเมืองรอง ซื้อหนังสือ หรือซื้ออสังหาอีกด้วย นอกจากนี้การซื้อกองทุนรวมอย่าง RMF, LTF ประกันชีวิต และประกันสุขภาพ ก็ยังสามารถนำมาลดหย่อนภาษีตามข้อกำหนดของกรมสรรพากรได้เช่นกัน 

เกร็ดความรู้!แล้วรายได้ 26,000 ทำไมถึงไม่ต้องเสียภาษีล่ะ ?ก็ลองคิดดูกันอีกทีว่า สมมติเรามีรายได้ต่อเดือนประมาณ 26,000 บาท ปีหนึ่งเราก็จะมีเงินเดือนรวม 312,000 (ไม่รวมโบนัสสิ้นปีนะ นับแต่เงินเดือนอย่างเดียว) ซึ่งโครงสร้างภาษีใหม่นั้น กำหนดให้ค่าลดหย่อนส่วนตัวนั้นลดไปทันที 60,000 บาท และยังหักค่าใช้จ่ายได้ครึ่งหนึ่งของรายได้หรือ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ก็จะเท่ากับว่า ครึ่งหนึ่งของรายได้เราคือ 156,000 แต่เนื่องจากกฎหมายกำหนดว่าต้องไม่เกิน 100,000 เราก็ตัด 56,000 ออกเลยได้ลด 100,000 บวกกับค่าลดหย่อนส่วนตัวอีก 60,000 บาท ก็เท่ากับว่าเราจะได้รับการงดเว้นภาษีเท่ากับ 160,000 บาทพอดี เมื่อเอาเงินได้ไปหักค่างดเว้นก็จะเหลือ 312,000 – 160,000 = 152,000 บาท และอย่าลืมว่าเราจ่ายค่าประกันสังคมที่โดนหักไปเดือนละ 750 บาท เท่ากับเราจ่ายไปปีละ 9,000 บาท ก็สามารถนำมาเป็นค่าลดหย่อนได้ดังนั้นรายได้สุทธิเราจึงเป็น 152,000 – 9,000 = 143,000 บาทและตามบันไดฐานภาษีขั้นแรกนั้นยังละเว้นอีก 150,000 บาท ซึ่งมากกว่าเงินได้สุทธิ 143,000 ก็เลยแค่ยื่นแบบฟอร์มแต่ไม่ต้องเสียภาษีนั่นเอง

4. เอกสารอะไรที่ต้องใช้บ้าง

ในการยื่นภาษี เอกสารต่าง ๆ หากเราเตรียมพร้อมไว้แล้ว จะทำให้การจัดการขั้นตอนต่าง ๆ ทำได้ง่ายขึ้นและลดความผิดพลาด เอกสารที่ต้องมีสำหรับคนทำงานประจำคือ หนังสือรับรองรายได้ (ทวิ 50) และหากต้องการใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษี ก็ต้องมีเอกสารอื่น ๆ ประกอบ เช่น 

-เอกสารรับรองการจ่ายเบี้ยประกัน

-ใบเสร็จหรือใบกำกับภาษี 

-เอกสารรับรองค่าลดหย่อน

หากศึกษาและทำความเข้าใจเรื่อง “ภาษี” จะเห็นได้ว่า การยื่นภาษีหรือการเสียภาษีไม่ใช่เรื่องที่ทำยากเลย และเมื่อคนทำงานไม่ว่ายังไงก็ต้องอยู่กับเพื่อนซี้ที่ชื่อว่า ภาษี ไปอีกนาน การทำความคุ้นเคยเอาไว้ก็คงไม่ใช่เรื่องเสียหาย หรือเสียเวลามากเกินไป 

ที่มา : https://blog.jobthai.com/lifestyle/คนทำงานกับการจ่ายภาษี-เพื่อนคู่ซี้ที่หนีกัน-ไม่-พ้น?lang=th