อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของบ้านปู (BANPU) บริษัทพลังงานที่ยิ่งใหญ่ระดับเอเชียแปซิฟิก แต่ครั้งหนึ่งบริษัทเคยพบกับวิกฤตครั้งใหญ่จากราคาถ่านหินที่ลดฮวบ บ้านปูรับมือกับวิกฤตและแก้เกมอย่างไรให้กลับมาครองตลาดได้อย่างสวยงามและทำ EBITDA ได้สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

เคน นครินทร์ คุยกับ สมฤดี ชัยมงคล ซีอีโอบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ในรายการ The Secret Sauce

บริษัทบ้านปูอยู่มานานถึง 36 ปี มีคุณชนินท์ ว่องกุศลกิจ เป็นผู้ก่อตั้ง โดยคุณสมฤดีเข้ามาเป็นพนักงานคนที่ 13 ของบริษัท เริ่มตั้งแต่ตำแหน่งรีเซปชันจนปัจจุบันเป็นถึงประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอ ผ่านมาทุกยุคทุกสมัยกับบ้านปู เห็นความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตมาโดยตลอด

ธุรกิจแรกของบ้านปูคือการทำถ่านหิน นำพลังงานรูปแบบนี้ไปเสนอให้กลุ่มธุรกิจต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ความร้อน ลองใช้ถ่านหินแทนน้ำมันเตา ค่อยๆ เข้าหาลูกค้าไปเรื่อยๆ จนในที่สุดธุรกิจก็สามารถขยายใหญ่จนไปถึงต่างประเทศ ทั้งลาว อินโดนีเซีย จีน ออสเตรเลีย และมองโกเลีย 

จนกระทั่งปี 2011 เป็นปีที่คนเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมจริงจังมากขึ้น เกิดกฎหมายมากมายที่ตระหนักถึงเรื่องนี้ ราคาสินค้าก็เริ่มลดลง ทำให้บ้านปูเจอวิกฤตใหญ่ที่สุดตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท ทำให้พวกเขาต้องปรับโครงสร้างหลายอย่าง และมีวิธีแก้เกมที่กลายเป็นเคล็ดลับความสำเร็จทั้ง 4 ข้อ ดังนี้ 

 

1. เมื่ออยู่ในวิกฤต จงพัฒนาคน เมื่ออยู่ในภาวะปกติ จงขยายธุรกิจ 

คุณชนินท์เป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ดี มองการณ์ไกล ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคคล ดังนั้นในช่วงที่เจอวิกฤต สิ่งที่บ้านปูทำได้คือการพัฒนาคนของเราให้ดีและพร้อมมากที่สุด เพราะเมื่อไรที่ธุรกิจกลับมาปกติ เราจะได้เร่งขยายตัวได้ทันที 

 

วิธีพัฒนาคนในแบบของบ้านปู

  • ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสารของบริษัท ทำให้พนักงานทุกคนสามารถทำงานในระดับสากลได้ แถมยังได้พนักงานต่างชาติเข้ามาร่วมงานด้วยเป็นจำนวนมาก 
  • สร้างโปรแกรมเทรนนิ่งขั้นพื้นฐานสำหรับพนักงานทุกคน และสร้างโปรแกรมสำหรับการพัฒนาผู้นำขึ้นมาเป็นพิเศษ ทำเป็นหลักสูตรเฉพาะจากความต้องการที่แท้จริงของคนบ้านปูรวมกับทฤษฎีภายนอก พร้อมมีมหาวิทยาลัยชั้นนำมาช่วยออกแบบให้อีกด้วย 

2. อ่านสถานการณ์ให้ออก 

บทเรียนสำคัญที่ได้จากคุณชนินท์คือคนเป็นผู้นำหรือคนทำงานต้องอ่านให้เยอะ มองสถานการณ์ภายนอกให้ออก ดูให้ละเอียดว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง หลังจากนั้นค่อยนำมาวิเคราะห์ หาสิ่งที่สามารถนำมาปรับใช้ได้จริง สร้างเป็นกลยุทธ์ใหม่ขึ้นมา โดยต้องไม่ลืมว่าวิสัยทัศน์ที่จะลงมือทำต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงให้มากที่สุด 

พอได้กลยุทธ์แล้ว ขั้นต่อมาต้องกล้าเสี่ยง กล้าก้าวเข้าไปเปลี่ยน ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าตอนเริ่มต้นบ้านปูไม่กล้าขยายไปต่างประเทศ ปัจจุบันนี้ก็คงไม่มีบ้านปูแบบทุกวันนี้

3. ดึงสปิริตพนักงานกลับมา

ตอนนั้นราคาถ่านหินลดลงอย่างน่าตกใจ จาก 140 เหรียญต่อตัน เหลือเพียง 50 เหรียญ พนักงานเองก็กลัวเหมือนกันว่าบ้านปูจะไปรอดไหม ชีวิตจะมีความมั่นคงหรือเปล่า 

ผู้นำเลยเริ่มหันมาคุยกันว่าพอมันเกิดความกลัวขึ้นมาแล้ว เราต้องเอาข้างในให้อยู่ สร้างความเชื่อมั่นและพลังขึ้นมาให้ได้ สิ่งแรกที่ทำคือ ‘การสื่อสาร’ ผู้บริหารต้องสื่อสารกับพนักงานโดยตรง เราจัดทาวน์ฮอลล์ทุกไตรมาส แถลงผลประกอบการร่วมกับนักวิเคราะห์โอกาส คุณสมฤดีพูดด้วยตัวเองทุกครั้ง และเปิดโอกาสให้พนักงานยกมือถามสิ่งที่เขาสงสัย

การทำเช่นนี้ทำให้เห็นถึงสปิริตของคนบ้านปู มีประโยคหนึ่งที่ผู้บริหารพูดกับพนักงานเสมอว่า “ขอให้ทุกคนเป็นตัวแทนของคนบ้านปูไปสื่อสารกับคนข้างนอก คนอื่นอาจมองว่าเราแย่แล้ว วิกฤตแล้ว แต่เราต้องสื่อสารให้คนอื่นรู้ว่าเรามีธุรกิจอยู่หลายประเทศ มีหลายรูปแบบธุรกิจ เราก้าวเข้าไปในธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจยังไปได้ดี” สื่อสารเรื่องแผนกลยุทธ์บริษัทให้พนักงานเข้าใจ และให้ทุกคนเป็นทูตแทนบริษัท อาศัยความโปร่งใสจากข้างในไปข้างนอก 

หลังจากข้างในแข็งแรงแล้ว เราก็เริ่มกลยุทธ์เพื่อสู้กับข้างนอก

1. กลุ่มถ่านหิน เราเติมเชลล์แก๊สเข้าไป เพราะมันเป็นพลังงานที่สะอาดขึ้น สอดคล้องกับเทรนด์ Greener Energy เป็นอีกหนึ่งวิสัยทัศน์ของคุณชนินท์ที่พยายามมองหาสิ่งอื่นมาทดแทน และคิดต่อว่าสามารถทำได้จริงหรือไม่ ถ้าทำได้ เราจะลงมือทันทีเลย 

 

2. ลดต้นทุน สมัยที่ถ่านหินราคาเกิน 100 เหรียญ ต้นทุนอาจจะอยู่ที่ 60-70 เหรียญ แต่เมื่อมันราคาลงเหลือ 50 เหรียญ เราก็ต้องลดต้นทุนให้เหลือ 40 เหรียญ มันสะท้อนดีเอ็นเอเรื่องการยืดหยุ่น ตัดทุกอย่างให้ลดลงมา ตั้งเป้าหมายค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน บวกกับการใช้นวัตกรรม อะไรที่ใช้เทคโนโลยีมาแทนได้ เราทำทันที โดยไม่มีการตัดคนทิ้ง เพราะเชื่อว่าเราสามารถพัฒนาคนที่เรามีอยู่มาใช้ประโยชน์ได้อีกมาก 

3. ปรับเปลี่ยนพอร์ตฟอลิโอของบริษัท จากเดิมที่ทำแค่ถ่านหินและโรงไฟฟ้าถ่านหิน เราก็เปิดเกมใหม่ ไม่เฉพาะอยู่แค่โรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่เติมไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ไฟฟ้าแก๊ส ไฟฟ้าอื่นๆ เข้ามา

4. กล้าคิด กล้าทำ กล้าเสี่ยง ให้ความสำคัญกับคนและวัฒนธรรมองค์กร

ตามประสบการณ์ที่ทำมา ถ้าอยากประสบความสำเร็จต้องมีความกล้าคิดให้แตกต่าง บ้านปูใช้คำว่า Can do more ต้องกล้าคิด กล้าทำ กล้ารับความเสี่ยง เพราะถ้าผู้นำไม่กล้ารับความเสี่ยงจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง และถ้าต้องการทำให้เกิดขึ้นได้จริง ต้องวนกลับมาเรื่องคนและวัฒนธรรมองค์กร เป็นหัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้

ดีเอ็นเอของคนบ้านปู 

1. มีความคล่องตัวสูง สามารถเดินทางไปได้หลายประเทศ

2. ยืดหยุ่นสูง ก้าวข้ามได้หลายวัฒนธรรมของหลายประเทศ 

3. ปรับตัวเก่ง เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว เวลามีอะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลง เราจะต้องก้าวเร็วกว่าปกติ 3 ก้าว

4. Creative Thinking มีความคิดด้านนวัตกรรม 

5. ทัศนคติดี คิดบวก 

ลักษณะพวกนี้เป็นหัวใจสำคัญที่สะท้อนความเป็น ‘คนบ้านปู’ ได้เป็นอย่างดี เรียกรวมว่า BANPU Heart มีหัวใจหลัก 3 เรื่องคือ Passion, Innovation และ Commitment