นอนหลับดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

หลายสถาบันให้ความเห็นตรงกันว่า ‘การนอน’ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ชีวิต Productive ขั้นสุด แต่คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดคิดว่าการนอนดี เท่ากับจำนวนชั่วโมงนอนในแต่ละวัน ซึ่งจริงๆ แล้วสิ่งที่สำคัญกว่าคือการนอนอย่างมีคุณภาพต่างหาก

วิธีสังเกตง่ายๆ ว่าตัวเองนอนหลับอย่างมีคุณภาพหรือไม่ ให้ดูที่เวลาตื่น ถ้ารู้สึกสดชื่นแจ่มใสไม่ต้องพึ่งพานาฬิกาปลุก นั่นแปลว่ามาถูกทางแล้ว แต่หากยังสะลึมสะลือ เหมือนต้องประกอบร่างใหม่ในทุกเช้า ขอแนะนำทริกง่ายๆ ดังนี้

1. ง่วงแล้วอย่าฝืน อย่าต่อรองเวลาตัวเองอีก 1 ชั่วโมงเพื่อสะสางงานค้างให้เสร็จ เพราะมันจะเป็น 1 ชั่วโมงที่คุณทำงานได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นหลับให้อิ่ม แล้วตื่นให้เช้าขึ้นเพื่อมาลุยงานดีกว่า
2. งดกินอาหารก่อนนอน 4 ชั่วโมง รวมถึงงดดื่มกาแฟและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
3. ตอนนอนอย่าวางสมาร์ทโฟนไว้ใกล้ตัว ลงทุนซื้อนาฬิกาปลุกมาใช้แทนโทรศัพท์ยังคุ้มกว่า

ตื่นมาออกกำลังกายให้ได้ในทุกเช้า

ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งควรทำ ช่วยทำให้สมองดีขึ้น หุ่นกระชับ สร้างความมั่นใจ แถมมีงานวิจัยบอกว่าช่วยชะลอความแก่ด้วย แต่สิ่งที่ยากคือจะทำอย่างไรให้ตัวเองตื่นเช้าขึ้นมาออกกำลังกายได้จนเป็นกิจวัตร ลองทำตามทริกเหล่านี้ดู

1. จัดชุดออกกำลังกายเตรียมไว้ให้พร้อมตั้งแต่ก่อนนอน
2. ใช้กฎ 5 วินาที นับ 1-5 แล้วลุกขึ้นจากเตียงทันที ก่อนที่ความคิดด้านขี้เกียจจะมาฉุดเราให้เอนตัวนอนต่ออีกครั้ง
3. เริ่มต้นก้าวแรกให้สำเร็จ ก้าวเท้าของคุณออกมาไม่ว่าจะวิ่งบนลู่หรือสนาม แล้วก้าวต่อๆ ไปจะตามมาเอง

สร้างนิสัยที่ทำให้เป็นกิจวัตรคุ้นเคย

หลังจากวิ่งเสร็จ ร่างกายตื่นตัวเต็มที่แล้ว ขั้นต่อไปเราต้องสร้างนิสัยที่ทำให้ร่างกายคุ้นเคย เช่น ถ้าคุณชอบดื่มน้ำเปล่าผสมมะนาวทุกเช้า ร่างกายจะจดจำได้และคุ้นเคยกับมันจนติดเป็นนิสัยในที่สุด ข้อสำคัญที่ต้องเน้นย้ำ อย่าเปลี่ยนกิจวัตรบ่อย จำไว้เสมอว่าร่างกายเราชอบความเป็น routine ที่สุดแล้ว

จัดลำดับความสำคัญของงานให้เป็น

สมองคนเรามีช่วงเวลาที่ทำงานได้ดีมากสุดไม่เกิน 4 ชั่วโมง หรือเรียกว่า Prime Time ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงเช้า คำถามสำคัญคือคุณทำอะไรในช่วงเวลานั้น ถ้าบริหารมันได้ดี เท่ากับว่าคุณเริ่มกิจวัตรแบบ Productive ได้ถูกทางแล้ว

แต่ถ้าหากยังไม่คล่องตัว หรือรู้สึกว่าในหนึ่งวันหมดเวลาทำงานไปแบบไร้ประโยชน์ ทำงานหนักเลิกดึกทุกวัน แต่ผลงานยังไม่ค่อยน่าพอใจ ลองเริ่มต้นจากการเขียน To do list ของสิ่งที่ต้องทำออกมาอย่างละเอียด และพิจารณาดูว่าใน 10 อย่างที่ต้องทำ อะไรสำคัญที่สุด ให้ลงมือทำสิ่งนั้นก่อน

ใช้เวลาตอนพักเที่ยงให้คุ้มค่า

เวลากินข้าวเที่ยงให้ลุกขึ้นไปกินที่ร้านอาหาร หรือบริเวณสำหรับกินข้าวจริงๆ อย่านั่งกินไปทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ไปด้วย เพราะสมองต้องการการพักผ่อน และหากมีเวลาอีกสักนิด (และที่ออฟฟิศอำนวย) ขอแนะนำให้งีบหลับสั้นๆ ไม่เกิน 15-20 นาที เพื่อให้สมองได้พักเต็มที่

‘เช็กอีเมล คุยกับเพื่อนต่างแผนก ประชุมอัปเดต’ สิ่งที่ควรทำหลังพักเที่ยง

ต้องยอมรับว่าช่วงบ่าย อาจไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสำหรับการทำงานที่ต้องใช้พลังสมองมากนัก ลองทำอะไรที่ต้องเคลียร์ให้เสร็จ หรือออกไปพูดคุยกับคนอื่นที่ปกติไม่ค่อยได้สนทนากัน มันอาจทำให้ได้เห็นว่าคุยกันตอนเห็นหน้าดีกว่าส่งไลน์กันไปมาตั้งเยอะ

Fasting เทคนิคการกินที่คนอยากประสบความสำเร็จกำลังนิยม

พูดถึงเรื่องการกินกันบ้าง Fasting คือการแบ่งเวลาอดอาหารเป็นช่วงๆ เช่น ใน 1 วันมี 24 ชั่วโมง คนทำ Fasting จะต้องกินให้อยู่ภายใน 8 ชั่วโมงติดต่อกัน นอกนั้นอีก 16 ชั่วโมงที่เหลือต้องอดอาหาร หรือสามารถกินได้แค่น้ำเปล่าหรือกาแฟดำที่มีพลังงาน 0 แคลอรี และต้องทำเช่นนี้วนไปทุกวันจนเป็นสุขลักษณะนิสัย เพื่อฝึกให้ร่างกายไม่รับพลังงานใหม่เข้าไป และเกิดการดึงพลังงานที่เก็บอยู่ออกมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อการทำงาน

แต่เทคนิคนี้อาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน ลองปรึกษาแพทย์และศึกษาข้อมูลก่อนเริ่มทำจะดีที่สุด (ศึกษาข้อมูลเรื่อง Fasting เพิ่มเติมได้ที่ thestandard.co/podcast/thesecretsauce56)

วางสมาร์ทโฟนเสียบ้าง ใช้เวลากับคนรอบตัวให้มากขึ้น

แม้จะเหนื่อยกับกิจกรรมที่ทำมาตลอดทั้งวันมากแค่ไหน และอยากใช้เวลาไปกับการปล่อยใจไถโทรศัพท์ ดูซีรีส์ผ่านเน็ตฟลิกซ์ แต่จำไว้เสมอว่าพ่อแม่เราแก่ขึ้นทุกวัน เช่นเดียวกับคนมีครอบครัวที่ลูกเราจะโตขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่อยากเสียดายทีหลัง ไม่อยากพลาดช่วงเวลาสำคัญ ลองให้เวลากับพวกเขาให้มากขึ้นอีกสักนิด รวมถึงหางานอดิเรกที่ชอบทำ ถือเป็นการฝึกความ Productive เพิ่มขึ้นด้วย

นั่งสมาธิก่อนนอน ยืดเหยียดร่างกาย สิ่งสุดท้ายที่ควรทำก่อนหมดวัน

การนั่งสมาธิช่วยเรื่อง Productive โดยตรง คนที่ฝึกจนเป็นนิสัยจะทำให้โฟกัสสิ่งที่ต้องทำตรงหน้าในทุกช่วงเวลาได้ดีขึ้น มองเห็นอะไรด้วยใจที่พร้อมเปิดกว้าง บางคนพูดจาดีขึ้น มองโลกในแง่ดีมากขึ้น คิดก่อนพูดมากขึ้น หรือสำหรับบางคนที่ไม่สามารถปิดสวิตช์สมองจากเรื่องยุ่งๆ ก่อนนอน การนั่งสมาธิช่วยได้

ข้อแนะนำ: ลองหาแอปพลิเคชันที่ช่วยให้เรานั่งสมาธิได้ดีขึ้นมาใช้ เช่นแอป calm ข้อดีของแอปฯ ประเภทนี้ จะช่วยสะสมจำนวนวันที่เรานั่งสมาธิติดต่อกันมาให้เห็นเป็นตัวเลขชัดๆ และถ้าเมื่อไรที่ขาดไปเพียงหนึ่งวัน แอปฯ จะเริ่มต้นนับศูนย์ใหม่ ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่อยากพลาดกับเรื่องแบบนี้ เหมือนเป็นการฝึกวินัยที่ทำให้เราค่อยๆ นิ่งขึ้นทีละนิด

และสุดท้ายทำไมเราต้องยืดเหยียดร่างกาย คนยุคนี้เป็นออฟฟิศซินโดรมมากขึ้น จากการนั่งทำงานผิดท่านานเกินไป ทางแก้ไข คุณต้องฝึกยืดกล้ามเนื้อบ้าง เพื่อลดอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวที่เป็นอยู่ประจำ ข้อแนะนำง่ายๆ คือเปิดคลิปจากยูทูบแล้วทำตาม วันละไม่เกิน 10 นาที รับรองชีวิตดีขึ้นแน่นอน

ที่มา : https://thestandard.co/podcast/superproductive01/?fbclid=IwAR14ybCud5drTxZcP-B4oxnkaAEpI6t5yeygMEZ5Pl5UHS9R_Np0sNSJ1Jk