หลายต่อหลายองค์กรได้พูดเรื่อง Innovation หรือนวัตกรรมกันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม คำว่า “Innovation” นั้น ไม่ได้เป็นเวทย์มนตร์คาถา ที่เมื่อใครได้พูดคำนี้ขึ้นมา ก็จะทำให้คนในทีมมีความสามารถในการสร้างนวัตกรรม เกิดความคิดสร้างสรรค์ และมีความเป็นผู้ประกอบการได้ในทันที

บทความนี้แปลและเรียงเรียงจาก Harvard Business Review

ก่อนหน้านี้ Techsauce ได้นำเสนอบทความ ถอดเคล็ดลับความสำเร็จของ Google ในการทำ Change Management เพื่อเปลี่ยนวัฒนธรรมในองค์กรและคน เราได้รู้กันไปแล้วว่า การที่คนในทีมได้มีส่วนร่วมในการทำงาน อีกทั้งการที่ได้มีการเปลี่ยนวัฒนธรรมในองค์กร ให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายนั้น เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เส้นทางการเปลี่ยนแปลงประสบความสำเร็จ

เพื่อเป็นการมองปัจจัยและอุปสรรคต่อการพัฒนาองค์กรอย่างรอบด้าน เราได้ทำการแปลและเรียบเรียงบทความจาก Harvard Business Review เรื่อง The Biggest Obstacles to Innovation in Large Companies ของ Scott Kirsner (ผู้เป็นบรรณาธิการของ Innovation Leader แหล่งความรู้ออนไลน์เรื่อง Corporate innovation และคอลัมนิสต์ด้านธุรกิจของ The Boston Globe) เขาได้ทำแบบสอบถามเหล่าผู้นำในองค์กรขนาดใหญ่ ทั้งผู้ที่ดูแลด้านกลยุทธ์, ด้านนวัตกรรม และด้านการวิจัยพัฒนา ถึงสิ่งที่พวกเขาเล็งเห็นว่าเป็นอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรนวัตกรรม อีกทั้งปัจจัยที่จะเป็นตัวเร่งในการเกิดนวัตกรรม โดยผลการสำรวจที่ได้นับว่าน่าสนใจ ซึ่งนอกจากจะมีเรื่องการเมืองในองค์กรแล้ว ยังมีเรื่องกลยุทธ์, การขาดงบประมาณ และการไม่มีทิศทางที่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เหล่าผู้นำต้องเผชิญหน้าทั้งสิ้น หากพวกเขาต้องการสร้างความมั่นใจว่าจะสามารถนำคนในทีมให้ปรับตัว และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงแทนที่จะเป็นศัตรูกับมัน โดยรายละเอียดของแต่ละผลสำรวจที่ได้จะมีอะไรบ้าง มาดูกันค่ะ

1. การเมือง, สงครามเย็นในองค์กร, การไม่มีการวางตำแหน่งหน้าที่ที่ชัดเจน (จากผู้ทำแบบสำรวจจำนวน 55 เปอร์เซ็นต์)

กว่า 55 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ทำแบบสำรวจให้ความเห็นว่า ในบาง Business unit มีความเชื่อว่าพวกเขากำลังทำการสร้างนวัตกรรมของพวกเขาเอง และเมื่อมีใครหรือมีอะไรที่จะเข้ามามีกระทบต่องานของพวกเขาเมื่อไร ก็จะถือว่าสิ่งนั้นจะเข้ามาแย่งทรัพยากรของเขาไป บางครั้งพวกเขาก็หวังว่า พวกที่เป็น “ลูกคนโปรด” ของ CEO เช่นพวก Chief Innovation Officer หรือ Chief Digital Officer ที่เข้ามาใหม่ จะหายไปหากถูกละเลย

Michael Britt ผู้เป็น Senior Vice President ของ Energy Innovation Center ได้ให้คำแนะนำในเรื่องนี้ว่า

“เมื่อไรก็ตามที่ได้มีการเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ที่จะเป็นการตัดข้ามในหลายๆ ด้านของบริษัท มันก็มีโอกาสที่คนอื่นจะมองข้ามความสำคัญของคุณไป แน่นอนว่าเหล่าผู้นำอาวุโสอาจไม่สามารถเข้ามาทำการจัดการกับทุกปัญหา หรือเกี่ยวข้องในการเมืองของบริษัทได้ แต่สิ่งที่พวกเขาสามารถได้ก็คือ การบอกคนในทีมว่า ในตอนนั้นมีนวัตกรรม หรือแนวร่วมในธุรกิจอะไรใหม่ๆ ที่พวกเขาวางแผนที่จะทำต่อไป และมีความคาดหวังให้ทีมงานคนอื่นช่วยสนับสนุนเขาในด้านใดบ้าง”

2. เรื่องวัฒนธรรมในองค์กร (45 เปอร์เซ็นต์)

โดยทั่วไปแล้ววัฒนธรรมในองค์กรขนาดใหญ่จะสร้างบนรากฐานของความเป็นเลิศในการดำเนินงาน เมื่อไรก็ตามเมื่อผู้ที่ทำหน้าที่เป็น Change maker ได้ทำการทดลองไอเดียใหม่ๆ หากไอเดียเหล่านั้นมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของธุรกิจ หรือแตกต่างจากโมเดลการตลาดในปัจจุบัน ก็เป็นไปได้ที่พวกเขาจะไม่ทำมัน

“นอกจากบริษัทใหญ่ๆ จะมีความคล้ายกับช้างที่เป็นพี่เบิ้มแล้ว ยังมีความจำระยะยาวอีกด้วย ซึ่งพวกนี้จะสามารถจดจำรายละเอียดในเรื่องต่างๆ ได้ดี และจะหยิบยกทุกประเด็นของสิ่งที่ทำแล้วไม่สำเร็จขึ้นมาพูดในที่ประชุม ซึ่งมันก็ไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่จะหยิบเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาพูดเท่าไร” Stacey Butler ผู้เป็น Director ของฝ่ายนวัตกรรม จากบริษัท NRG Energy กล่าว

แน่นอนว่าการสร้างวัฒนธรรมใหม่ในองค์กรนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มันก็เหมือนกับการที่คุณเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ แล้วทำการปรับแต่งเล็ก ๆ น้อย ๆ กับรูปปั้นหินอ่อน ไม่มีใครต้องการให้คุณทำแบบนั้น อีกทั้งมันยังมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อความรู้สึกของคนอื่นอีกด้วย

คำแนะนำก็คือ สร้างสภาพแวดล้อมการทำงาน ที่เปิดโอกาสให้คนในทีมสามารถทำงานร่วมกันในแต่ละโปรเจค การสร้างกลุ่มวัฒนธรรมย่อย หรือ subculture นั้น จะช่วยให้เกิดการทำงาน และการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ในองค์กร นอกจากนี้การสร้างแรงจูงใจใหม่ๆ การสร้าง Recognition ให้รางวัลพนักงานที่กล้าเสนอไอเดีย และมีพฤติกรรมที่เป็นแบบอย่าง จะเป็นการส่งเสริมให้มีมุมมองใหม่ๆ และสร้างความหลากหลายให้เกิดในบริษัทมากขึ้น

3. การขาดความสามารถในการรับมือกับสัญญาณสำคัญ ที่จะส่งผลต่ออนาคตของธุรกิจ (42 เปอร์เซ็นต์)

บริษัทของคุณได้ทำการรีบมือกับสัญญาณสำคัญ ที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ดีแค่ไหน?

มีเพียง 18 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ทำแบบสอบถามเท่านั้นที่ตอบว่า บริษัทของพวกเขามีอุปสรรคในเรื่องของการที่พวกเขาไม่มีกลยุทธ์และแผนการทำงานที่ชัดเจน จริงๆ แล้วในบริษัทส่วนใหญ่มีการตระหนักในเรื่องการที่ Startup เข้ามามีผลกระทบใน sector และต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคของพวกเขา ความท้าทายก็คือ พวกเขาจะมีวิธีการจัดรับมือกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไร

คำแนะนำก็คือ เมื่อใดก็ตามที่คุณได้เล็งเห็นถึงสิ่งที่กำลังเข้ามามีผลกระทบ ให้ลองดูว่าบริษัทของคุณมีเครื่องมือและทรัพยากรณ์อะไรบ้าง ที่จะสามารถนำมาใช้ในการสร้างความร่วมมือกับเหล่าพาร์ทเนอร์ หรือ Startup อื่นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หรืออาจจะทำ pilot test กับในแต่ละ business function หรือในแต่ละ unit ก็ได้

มีหลายบริษัทที่มัวแต่เฝ้ารอสัญญาณจากแผนยุทธศาสตร์ประจำปีกว่าจะทำการเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้งได้ ซึ่งการทำแบบนี้ก็จะทำให้ไม่เกิดความคืบหน้าเสียที

4. การขาดงบประมาณ (41 เปอร์เซ็นต์)

เรื่องของงบประมาณมักจะไม่ได้เป็นข้อจำกัดในบริษัทใหญ่ๆ ที่ทำธุรกิจในอุตสาหกรรมอวกาศหรือด้านเทคโนโลยีเท่าไร แต่กว่าหลายทศวรรษแล้ว ที่บริษัทในอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้ทำการวิจัย และพัฒนาโปรเจคใหญ่ๆ ที่คาดว่าจะทำให้เกิดแนวคิดใหม่ ๆ อีกทั้งมอบผลตอบแทนที่คุ้มค่า อย่างไรก็ตาม กว่า 40 เปอร์เซ็นของผู้ตอบแบบสอบถามตอบว่า องค์กรของพวกเขามีงบประมาณในการลงทุนด้านนวัตกรรมในรายปี ต่ำกว่า 5 ล้านเหรียญ และอีก 23 เปอร์เซ็นต์ตอบว่า ต่ำกว่า 1 ล้านเหรียญ (รวมค่าตอบแทนของคนในทีม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ แล้ว) ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว งบประมาณในระดับนี้จะอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่มีแผนก R&D เช่น ธุรกิจด้านการค้าปลีก ด้านการบริการ และทางด้านการเงิน

โดยในกรณีส่วนใหญ่แล้วงบประมาณดังกล่าว จะเป็นการสร้างและพัฒนาทีมงานนวัตกรรมเล็ก ๆ เช่น การเทรนด์หรือการฝึกอบรมพนักงาน ซึ่งก็ไม่ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างในด้านการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของบริษัทเท่าไร

ด้วยงบประมาณระดับนั้น สามารถนำมาใช้ในการนำผู้บริหารระดับสูงให้มาเข้าร่วมในเส้นทางการเปลี่ยนแปลง และให้ความรู้เกี่ยวกับกรณีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งนี่จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อคทรัพยากรในด้านนวัตกรรมให้มีมากขึ้น

5. การไม่มีทิศทาง/ วิสัยทัศน์/ และกลยุทธ์ที่ชัดเจน (36 เปอร์เซ็นต์)

คนในทีมของคุณมีความเข้าใจในเรื่องประเภทของนวัตกรรมที่พวกเขาจะต้องทำอย่างชัดเจนหรือเปล่า?

คนในทีมของคุณกำลังมองหาไอเดียใหม่ๆ เพื่อช่วยในการปรับปรุงระบบ operation ให้ดีขึ้น มีความต้องการมอบบริการที่ดีขึ้นให้แก่ลูกค้า หรือกำลังพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ จากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่หรือเปล่า?

หากในทีมไม่มีกลยุทธ์ที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน ไม่มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่าบริษัทกำลังเดินไปในทิศทางไหน อีกทั้งยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ การเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม ก็ยังคงอยู่อีกไกล

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ มีเพียง 10 เปอร์เซ็นเท่านั้นที่ตอบว่า

การขาดการสนับสนุนจาก CEO นั้นไม่ได้เป็นข้อจำกัดในการพัฒนาเลย หากในทีมประกอบไปด้วยคนที่ฉลาด และเต็มไปด้วยคนที่มีความคิดสร้างสรรค์

ผู้นำจะทำการนำทีมให้ไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไร? ผู้เขียนได้ให้คำแนะนำไว้ดังนี้

  • ตั้งเป้าหมายร่วมกันกับคนในทีมให้ชัดเจน
  • อกกล่าวคนในทีมให้รู้ถึงเหตุผลของการเปลี่ยนแปลง ว่าทำไมการทำงานในแต่ละครั้งถึงสำคัญ
  • การสร้าง Recognition สร้างแรงจูงใจแก่พนักงานที่กล้าเสนอไอเดีย
  • การสื่อสารกับคนในทีมอย่างสม่ำเสมอ และการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทีมนวัตกรรม อีกทั้งหน้าที่และหน่วยงานธุรกิจที่ต้องการในฐานะพาร์ทเนอร์
  • การทำการวัดความคืบหน้าในการทำงานแต่ละครั้ง ซึ่งไม่เพียงจะเป็นการช่วยดึงศักยภาพของคนในทีมออกมาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงช่วยในหน้าที่ และหน่วยงานธุรกิจที่เป็นพาร์ทเนอร์ อีกทั้งช่วยทีมของคุณในการดำเนินงาน เพื่อให้แต่ละไอเดียบรรลุผลสำเร็จ
  • นอกจากนี้ อีกกุญแจสำคัญของการสร้างนวัตกรรมคือ เมื่อไรก็ตามที่มีการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ การได้ ‘ทดลอง เรียนรู้จากผลลัพธ์ที่ได้ และทำต่อเนื่องซ้ำๆ’ ซึ่งสิ่งที่จะเป็นตัววัดความสำเร็จก็คือ บริษัทของคุณสามารถทำตามขั้นตอนเหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่อง ได้เร็ว และดีมากแค่ไหน
  • สุดท้ายคือ การสร้าง commitment ในระยะยาวให้คนในทีม คนทำงานในองค์กรจะต่อต้านความคิดริเริ่มใหม่ ๆ หากพวกเขามีความเชื่อว่าไอเดียนั้นเป็นเพียงของเล่นที่ผู้นำกำลังเห่อ แล้วเดี๋ยวมันก็จะถูกลืมหายไปในที่สุด (มีผู้ทำแบบสอบถามคนหนึ่งให้ความเห็นว่า การที่ผู้นำไม่มีสมาธิจดจ่อกับเรื่องใดนานๆ หรือ Attention deficit hyperactivity disorder (ADHD)) เป็นอีกอุปสรรคของการเปลี่ยนแปลง) ดังนั้น เมื่อเหล่า CEO และผู้นำรับปากกับคนในทีมว่าจะมีการนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่องค์กรแล้วต้องทำ แสดงให้ทุกคนเห็นถึงข้อกำหนดในแต่ละวันอย่างชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อทำสิ่งเหล่านั้นตามที่ได้วางแผนไว้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคืออะไร  มากกว่าที่จะไปตั้งความคาดหวังลมๆ แล้งๆ หรือรอให้เกิดความมหัศจรรย์ในทันที

ที่มา  : techsauce.co