เชื่อว่ามีหลายคัมภีร์ได้อธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนการสมัครงานไว้เยอะพอสมควร แต่อยู่ที่ว่าผู้สมัครงานจะนำมาปรับใช้อย่างไรให้สมดุล ถ้าอย่างนั้น… เราจะพาไปรู้จักกับ 6 สิ่งที่ต้องรู้เวลาสมัครงาน จากปากของ HR ตัวจริงเสียงจริง

เช็คลิสต์ 6 สิ่ง ที่ต้องเตรียมตัวไปสมัครงาน
หลังจากที่ทาง Brand Inside ได้เคยเสนอบทความ มุมมอง HR ยุคใหม่ไม่ใช่แค่ Admin แต่ต้องเป็น Marketing และ Business Partner ได้พูดคุยกับ “พนิดา แซ่ลิ้ม” Head of Human Resource, Shopee ผู้มีประสบการณ์ในวงการ HR มากว่า 20 ปี

นอกจากการเปิดมุมมองของ HR ยุคใหม่แล้ว พนิดายังไขข้อข้องใจเกี่ยวกับการสมัครงานทุกสิ่งอย่าง ทั้งการเขียน Resume หรือใบสมัครอย่างไรให้โดนใจ ไปสัมภาษณ์ต้องแต่งตัวอย่างไร ควรไปก่อนกี่นาที รวมถึงประเด็นดราม่า “สถาบัน” มีผลต่อการคัดเลือกจริงหรือไม่?

Resume ไม่ต้องหรูเลิศ เน้นคอนเทนต์ ภาษาอังกฤษ Only!
Resume ขึ้นชื่อว่าเป็นด่านแรกที่จะทำให้บริษัทเรียก หรือไม่เรียกผู้สมัครเข้าทำการสัมภาษณ์ Resume ที่ทาง HR สนใจสำคัญคือต้องเขียนชื่อบริษัทให้ถูกต้อง เพราะมีหลายกรณีของเด็กยุคนี้ที่บางคนส่งอีเมลสมัครงานแบบหว่านแหแล้วเปลี่ยนแค่หัวเรื่อง แต่บางทีก็พลาดเขียนผิดก็มี
Resume ไม่จำเป็นต้องลงข้อมูลละเอียดยิบ… แค่ให้เห็นภาพว่าเคยทำอะไรมาบ้าง ที่สำคัญสุดๆ ต้องเป็น “ภาษาอังกฤษ” เท่านั้น พนิดาบอกว่า “รู้ว่าเป็นคนไทย ภาษาไทยได้อยู่แล้ว บางทีมีผู้บริหารที่เป็นต่างชาติ Resume ก็ต้องเป็นภาษาอังกฤษ เป็นทางการกว่า” แต่ในกรณีถ้าเจอคนที่โปรไฟล์ตรงตามต้องการ แต่ส่ง Resume ภาษาไทยมาก็จะขอให้กลับไปแก้เป็นภาษาอังกฤษ

รูปติด Resume ขอให้สุภาพ แต่ไม่ต้องถึงกับรูปทางการติดบัตรแบบรูป 2 นิ้ว ขอให้เห็นหน้าชัด HR สมัยใหม่ ไม่ต้องมีรูปแบบทางการ แต่ต้องไม่ถึงขนาดโมเดิร์นที่เอารูปในเฟซบุ๊กมาแปะ! (ยุคนี้เจอแบบนี้เยอะ)
เรื่องดีไซน์แล้วแต่คนชอบ แต่เน้นคอนเทนต์ ข้อมูลครบ อ่านรู้เรื่อง ไม่จำเป็นต้องแก้ข้อมูลตาม Job Description ของตำแหน่งงานที่บริษัทระบุ เพราะเคยเจอแบบนี้… แต่พอสัมภาษณ์กลับไม่ตรงกับที่เคยทำมา แค่ปรับข้อมูลเพื่อเอาใจ
ด่านสัมภาษณ์… ต้องมาก่อน 15 นาที ไม่ต้องมีอีโก้มาด้วย!
พอ Resume ได้รับการคัดเลือก ก็ถึงกระบวนการที่ทาง HR จะติดต่อเพื่อขอสัมภาษณ์ ในวันนั้นต้องดูดี และเป็นตัวของตัวเอง การแต่งตัวต้องดูดี ทรงผมดี มีอีกเทรนด์ที่เด็ก Gen Z ไปได้ยินอะไรมาว่าต้องมั่นใจในตัวเอง แต่กลายเป็นว่าเวลาสัมภาษณ์เลยดูมีอีโก้สูงมาก…
อย่างไรแล้วเรื่อง “การอ่อนน้อมถ่อมตน” ยังเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญมากในเอเชีย การโชว์ออฟไม่ใช่เรื่องดี บางคนอ่านแค่พาดหัวข่าวแล้วโชว์ว่ารู้เรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ไม่ได้รู้ลึกรู้จริง… เพราะฉะนั้นเป็นตัวของตัวเองดีที่สุด

เวลามาสัมภาษณ์ควรมาก่อนเวลานัดหมายประมาณ 15 นาที เป็นช่วงเวลากำลังดี ถ้ามาก่อนนานเกินไปก็ไม่ดี เพราะทาง Recruiter จะโดนด่า ไม่รู้จะเอา Candidate ไปนั่งรอตรงไหน ถ้ามาถึงก่อนเวลาให้เดินเล่นที่อื่นก่อน แล้วค่อยขึ้นมาตรงที่นัดหมายก่อน 15 นาที ส่วนการมาสายไม่ใช่เรื่องดี อันนี้เป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว
ต้องทำการบ้านมาก่อน ต้องมีความรู้เรื่องบริษัท ยิ่งถ้ามีคนรู้จักอยู่ข้างในบริษัท หรือรู้อินไซต์บางอย่างยิ่งให้ผู้สัมภาษณ์ประทับใจ…
First Impression สำคัญที่ Body Language และทัศนคติ
เมื่อมาสัมภาษณ์สิ่งที่ทำให้ผู้สัมภาษณ์ประทับใจได้นั้น ก็คือ First Impression ที่มีต่อ Candidate ซึ่ง First Impression ของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน แต่พนิดาบอกว่าจะดูโดยรวมเป็นส่วนใหญ่
การแต่งกายไม่มีผลเท่าไหร่ถ้าผลงานเขาดี ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมขององค์กร และตำแหน่งงานด้วย เช่น เคยเจอผู้สมัครใส่กางเกงเลมาสัมภาษณ์ แต่เป็นตำแหน่ง IT ที่ไม่ต้องออกไปเจอใคร ถ้าคุยแล้วผลงานดีก็โอเค แต่สุดท้ายต้องรู้ “กาละเทศะ” แต่งให้เป็นตัวของตัวเอง เสื้อเชิ้ตกางเกงยีนส์ก็ได้

สำคัญคือ ดูเรื่องการพูดคุย ดูทัศนคติ พูดตรงประเด็นมั้ย มี Eye Contact มั้ย? ถ้าคุยๆ อยู่แล้วหลบสายตาก็ไม่เอา มีความรู้สึกว่าการไม่สบตามีอะไรบางอย่างในตัวเขา… ถ้าไม่มั่นใจในตัวเองแล้วจะทำงานได้มั้ย หรือมีอะไรโกหกหรือเปล่า?
Body Language ก็สำคัญ การนั่งกอดอก เท้าคาง เขย่าขาก็ไม่ควร ในขณะเดียวกันทางฝั่งของ HR ที่เป็นผู้สัมภาษณ์ก็มีคัมภีร์ด้วยว่าห้ามทำท่าทางอะไร ห้ามกอดอก นั่งเท้าคาง เพราะทำให้ผู้ถูกสัมภาษณ์รู้สึกว่าไม่ตั้งใจฟัง
สถาบันการศึกษา มีผลจริงหรือไม่?
สำหรับพนิดามองว่าจริงๆ แล้วสถาบันบันการศึกษาไม่ได้มีผลต่อการคัดเลือกเท่าไหร่เท่าไหร่ เพียงแต่เป็น “ค่านิยม” และ “ความเชื่อ” ในอดีตที่มองว่าเด็กที่จบจากมหาวิทยาลัยดังๆ จะเรียนเก่ง ภาษาดี
เทรนด์ของเด็กรุ่นใหม่ในยุคนี้มองว่า “คนเก่งไม่จำเป็นต้องเลือกจุฬาฯ” เลยกระจายคละๆ กันไปหลายๆ มหาวิทยาลัย ยิ่งภายหลังมีภาคอินเตอร์เกิดขึ้นเยอะ หลายมหาวิทยาลัยก็เก่งภาษา

ถ้าพูดตามความจริงต้องยอมรับว่า Top University ก็ยังว่าเก่งอยู่ ไม่ได้แค่เรื่องเรียน แต่เป็นเรื่องทัศนคติด้วย
แต่ประเด็นที่เกิดขึ้นในตอนนี้พบว่า บริษัทไม่ได้แค่เลือกเด็กจากมหาวิทยาลัยดังๆ ในไทยอย่างเดียว คุยไปถึงเรื่อง Top University ระดับโลกแล้ว เพราะเด็กจบเมืองนอกเยอะขึ้น
จากประสบการณ์ตอนคัดคนตอนอยู่ Reuters พบว่าสาย Computer Engineering เด็กจุฬาฯ เก่งอยู่แล้ว แต่ความอึดไม่ได้เท่าเด็กเกษตรฯ หรือลาดกระบัง อันนี้เป็นสิ่งเห็นได้ชัด…
องค์กรต้องการอะไร แล้วเด็กรุ่นใหม่ต้องการอะไร?
HR ยุคใหม่มองหาคนที่ปรับตัวได้ ต้องมี 3 คำ Open Mind, Flexibility, Adaptability เป็นสิ่งสำคัญกับทุกองค์กร ไม่ว่าจะองค์กรใหญ่ หรือสตาร์ทอัพอยู่ในยุคทรานส์ฟอร์ม
องค์กรที่เด็กยุคใหม่มองหา เดี๋ยวนี้เด็กฉลาดดูเรื่องความมั่นคง บางคนไปดูงบการเงินเลยก็มี บางคนที่ออกมาจากบริษัทใหญ่แล้วมาอยู่สตาร์ทอัพก็ต้องดูเรื่องการเงิน ให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงหนักหน่อย ส่วนเรื่องหัวหน้างานก็มีผลด้วยเช่นกัน

เด็กรุ่นใหม่ยังคาดหวังให้คนป้อนตลอดเวลา!
ด้วยการเลี้ยงดูของพ่อแม่ยุคใหม่ ที่ปกป้องลูก สรรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกเสมอ ส่งผลต่อความคาดหวังของเด็กรุ่นใหม่ ที่จะรอการป้อนตลอดเวลา
เด็กที่ขวนขวาย เด็กที่เก่งจริงๆ ดีจริงๆ ยังมีอยู่ แต่มองว่าในสังคมนี้ส่วนใหญ่ยังคงต้องป้อนให้สัก 70% ส่วนอีก 30% เป็นเด็กที่ถูกเลี้ยงให้โตด้วยตัวเอง

ความคาดหวังของเด็ก 2 กลุ่มก็ต่างกัน กลุ่มแรกคาดหวังว่าทุกอย่างต้องวิ่งมาหาเขา ทุกอย่างหมุนรอบตัวเขา ต้องหยิบอะไรให้เขาเห็น บอกเป็นขั้นตอน ฝ่ายที่ต้องสอนก็จะเหนื่อยหน่อย แต่ถ้าให้ป้อนก็ต้องป้อน สุดท้ายต้องให้เขาคิดเองบ้าง แต่ในข้อดีก็คือ เด็กรุ่นใหม่ฉลาดกว่าเด็กรุ่นเก่า หัวไว ป้อนให้นิดเดียวก็คิดต่อไปได้…

ที่มา : https://brandinside.asia