เชื่อว่าเรื่อง “สาย” คงเคยเกิดขึ้นกับทุกคน เช่น ไปธุระสาย ไปนัดสาย การไปทำงานสายก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน เพราะทุกคนต่างก็มีธุระหรือเหตุที่ทำให้ต้องมาทำงานได้สายได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นฝนตก รถติด ยางแบน อุบัติเหตุ และอีกหลายอย่างก็เป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้เอาเสียเลย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้ เพียงแต่ตามมารยาทแล้วถ้ารู้ว่าจะมาสายก็ควรจะต้องแจ้งให้หัวหน้างานหรือ HR ทราบก่อนเข้างานเสมอ

การมาสายครั้งหรือสองครั้ง หรือนานๆ ทีก็คงเป็นเรื่องปกติ แต่เรื่องก็คงจะไม่ปกติหากพนักงานคนนั้นมาสายอยู่เป็นประจำ ด้วยเหตุผลสารพัด ทำให้หลายบริษัทก็เลือกที่จะหักเงินพนักงานที่มาสายประจำ แต่การหักเงินทำได้หรือไม่ มีประสิทธิภาพอย่างไรบ้าง


Highlight

  • จากกฎหมายนายจ้างไม่สามารถหักเงินด้วยเหตุผล “มาสาย” ได้
  • แต่บริษัทสามารถมีกฎระเบียบการทำงานเพิ่มเติม เช่น นโยบาย “No work, No pay” ได้
  • วิธีป้องกันคือต้องลองพูดคุยกันเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการมาสายก่อน
  • ต้องมีการพูดคุย ทำความเข้าใจให้พนักงานเข้าในเรื่องนี้ตรงกันก่อนว่า บริษัทนั้นให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แค่ไหน

หักเงินได้ไหม กฎหมายว่าไงบ้าง

พอพนักงานมาสายบ่อยๆ บางบริษัทก็เลือกที่จะจบปัญหานี้ด้วยการหักเงินเพื่อลงโทษพนักงาน เพื่อให้พนักงานมีความตื่นตัวเรื่องการมาสายมากขึ้น อย่างบางบริษัทก็อาจคิดเป็นระดับนาที คือมาสายกี่นาทีก็เอามาทบรวมกันแล้วหักเงินตามเวลาที่มาสายจริง แต่บางบริษัทอาจจะกำหนดไปเลยว่า ถ้ามาสายทุกๆ 3 ครั้ง จะหักเงินเท่ากับ 1 วันทำงาน  เช่น เงินเดือน 15,000 ตกวันละ 500 บาท ถ้ามาสาย 6 ครั้ง เมื่อสิ้นเดือนก็จะถูกหักเงิน 1,000 บาท และได้รับเงินเดือน 14,000 บาท เป็นต้น มาดูกันก่อนว่าทำแบบได้หรือไม่?


เรื่องการหักเงินนี้ก็มีกฎหมายกล่าวไว้เช่นกัน ซึ่งอยู่ในมาตรา 76 ของกฎหมายแรงงานที่กล่าวไว้ดังนี้

มาตรา ๗๖  ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ

(๑)  ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่ายหรือชำระเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้

(๒)  ชำระค่าบำรุงสหภาพแรงงานตามข้อบังคับของสหภาพแรงงาน

(๓)  ชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือสหกรณ์อื่นที่มีลักษณะเดียวกันกับสหกรณ์ออมทรัพย์หรือหนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียว โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง

(๔)  เป็นเงินประกันตามมาตรา ๑๐ หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้าง ซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง

(๕)  เป็นเงินสะสมตามข้อตกลงเกี่ยวกับกองทุนเงินสะสมการหักตาม (๒) (๓) (๔) และ (๕) ในแต่ละกรณีห้ามมิให้หักเกินร้อยละสิบ และจะหักรวมกันได้ไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกำหนดเวลาการจ่ายตามมาตรา ๗๐ เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง


ถ้าดูจากกฎหมายจะเห็นว่านายจ้างไม่สามารถหักเงินด้วยเหตุผล “มาสาย” ได้ เพราะไม่เข้าข่ายข้อ 1 – 5 เลย แต่ลองคิดดูว่าถ้าพนักงานไม่มาทำงานเลย 1 วันเต็มๆ โดยไม่บอกไม่กล่าวกันล่วงหน้าว่าเพราะอะไร แล้วทำไมนายจ้างจะต้องจ่ายเงินให้ด้วย อย่างนี้ก็ไม่แฟร์กับฝั่งนายจ้างเหมือนกัน ดังนั้นบริษัทก็อาจจะมีกฎระเบียบการทำงานเพิ่มเติม เช่น นโยบาย “No work, No pay” ซึ่งเป็นกรณีนี้ที่บริษัท “ไม่จ่าย” เงินให้ในวันที่ขาดงาน แต่ไม่ได้เป็นการ “หักค่าจ้าง” ก็เลยถือว่าทำได้ตามกฎหมาย

 


ส่วนในกรณีของการมาสาย บริษัทก็อาจจะ “ไม่จ่ายเงิน” ตามเวลาที่พนักงานมาสายได้ เพราะถือว่าพนักงานไม่ได้มาทำงานให้กับบริษัทเช่นเดียวกัน แต่อาจจะไม่สามารถคิดเป็นราคาเหมาจ่ายได้ อาจจะต้องเป็นคิดเป็นนาทีแทนเพื่อความยุติธรรมกับลูกจ้างเช่นเดียวกัน


พอคิดเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องปวดหัวอยู่พอสมควร เพราะถ้าหักเงินไม่มาก พนักงานก็เลือกที่จะยอมให้หักเงิน แต่ถ้าหักเงินมากๆ พนักงานก็อาจจะลาออกอีก ซึ่งพนักงานก็ยิ่งหายากๆ อยู่ และการใช้วิธีหักเงินก็มีเรื่องที่ต้องระมัดระวังอีกอย่างด้วย นั่นก็คือถ้าหักเงินแล้ว จะให้ใบเตือนอีกไม่ได้ เพราะการหักเงินถือเป็นการลงโทษแล้วอย่างหนึ่ง

ดังนั้นบริษัทจะไม่สามารถออกใบตักเตือนเรื่องการมาสายได้อีก เพราะถือว่าได้ลงโทษพนักงานไปแล้ว จะต้องมีใบตักเตือนอีกทำไม แต่ถ้าคิดมุมบริษัทคือถ้าไม่มีใบตักเตือนก็ไม่สามารถเชิญออกได้ถ้าพนักงานเลือกที่จะมาสายทุกวันแล้วยอมให้บริษัทหักเงิน ซึ่ง WorkVenture ขอแนะนำวิธีการอื่น เช่น

1. คุยกันเพื่อหาเหตุผลและทางออก

เมื่อพนักงานมาสายเป็นประจำ อย่างแรกที่ HR ควรจะทำก็คือการเข้าไปพูดคุยเพื่อสอบถามถึงสาเหตุที่ทำให้มาทำงานสาย เพื่อจะประเมินดูว่าเหตุผลของการมาสายเป็นเรื่องที่น่าเชื่อถือหรือไม่ หรือว่าเป็นเพียงข้อแก้ตัวเท่านั้น แต่ก่อนที่จะพูดคุยจะต้องแน่ใจก่อนว่ามีหลักฐานที่ชัดเจนว่าพนักงานมาสายจริง

ในกรณีที่พนักงานมีเหตุผลที่ทำให้ต้องมาสายจริงๆ เช่น ลูกไม่สบายต้องเข้าโรงพยาบาลและพนักงานคนนั้นเป็นคนเดียวในครอบครัวที่ไปดูแลได้ อย่างนี้จะต้องมีการจัดการเพื่อให้ทั้งฝั่งของพนักงานและนายจ้างได้ข้อตกลงที่ลงตัวกันทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าพนักงานคนนั้นไม่สามารถให้เหตุผลที่ฟังขึ้นได้ สิ่งที่จะต้องทำก็คือการพูดคุยเรื่องกฎเกณฑ์การทำงานต่างๆ รวมถึงการสร้างกำลังใจและแรงจูงใจให้พนักงานหันกลับมาสนใจการทำงาน รวมถึงอธิบายให้พนักงานเข้าใจด้วยว่าการมาสายนั้นมีผลเสียอย่างไร และเพราะอะไรจึงไม่สามารถปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้


2. ทำนโยบายให้ชัดเจน

การหักเงินนั้นเป็นปลายทางของการแก้ปัญหา ดังนั้นหากจะทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จริงจังของบริษัท จะต้องมีการพูดคุย ทำความเข้าใจให้พนักงานเข้าในเรื่องนี้ตรงกันก่อนว่า บริษัทนั้นให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แค่ไหน และมีข้อตกลงในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เช่น ให้รางวัลแก่ผู้ที่เข้างานตรงเวลา หรือให้เลือกทำงานชดเชยหลังเลิกงานตามเวลาที่ขาดไป


สุดท้ายแล้ว HR อาจจะต้องเริ่มแก้จากการสร้างตัวอย่างที่ดีให้พนักงานก่อน โดยเริ่มจากการกระตุ้นให้หัวหน้าทีมเข้างานตรงเวลาเพื่อเป็นตัวอย่างให้พนักงาน และอาจจะรวมไปถึงผู้บริหาร ก็ควรจะทำให้เป็นตัวอย่างด้วยเช่นกัน เพราะในยุคสมัยนี้การจะทำให้ทุกคนปฏิบัติตามกฎระเบียบได้จะต้องแสดงให้เห็นก่อนว่ากฎระเบียบนี้บังคับใช้เท่าเทียมกันทุกคน เหตุผลเดิมๆ อย่างเช่น “เพราะนี้คือหัวหน้า คือผู้บริหาร คือเจ้าของกิจการ” คงไม่สามารถจะทำให้ทุกคนเข้าใจได้อีกต่อไป

ที่มา : http://hr.workventure.com/