HIGHLIGHTS

4 MINS. READ

  • จังหวะที่เราเข้าสู่โหมด Deep Work ได้ สมองเราจะเหมือนกับเค้นและกลั่นทุกอย่างที่เรามีออกมาให้มากที่สุดเพื่อให้งานตรงหน้าเป็นการรวมกันของพลังสมอง พลังความคิดสร้างสรรค์ รวมไปถึงพลังของจิตใต้สำนึกด้วย
  • ความสำคัญคือตอนที่เราทำงานได้ในแต่ละวันต้องใช้มันให้คุ้มที่สุด เลือกงานที่สำคัญที่สุดของวัน และให้ช่วงเวลา Deep Work กับงานนั้น
  • การหาโมเมนต์ Deep Work ให้กับงานสำคัญให้ได้ทุกวันจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างยิ่ง ของแบบนี้เหมือนเก็บเล็กผสมน้อย แต่วันหนึ่งผลของมันจะโคตรเจ๋งแบบที่คุณเองยังต้องงง

Deep Work หรือช่วงที่เราสามารถโฟกัสกับงานได้โดยไม่วอกแวกนั้นมีความสำคัญมากกับผลงานหรือ Productivity ของเราอย่างมากเลยทีเดียวครับ

ถ้าลองสังเกตดูงานเจ๋งๆ ที่เราทำออกมานั้นใช้เวลาที่ลงมือทำจริงๆ ไม่ได้นานมาก แต่เวลาในการเตรียมตัวนั้นนานกว่าเยอะมาก

จะว่าไปมันก็เป็นตามกฎ 80:20 คือ 80% ของผลงานมาจากเวลา 20% ที่ทำ

ทำไมจึงเป็นแบบนั้นล่ะ

เพราะจังหวะที่เราเข้าสู่โหมด Deep Work ได้ สมองเราจะเหมือนกับเค้นและกลั่นทุกอย่างที่เรามีออกมาให้มากที่สุดเพื่อให้งานตรงหน้าเป็นการรวมกันของพลังสมอง พลังความคิดสร้างสรรค์ รวมไปถึงพลังของจิตใต้สำนึกด้วย ซึ่งสมองเราทำแบบนี้ได้ไม่นานครับ เพราะมันต้องพักผ่อน

พักผ่อนเพื่อเติมพลังและหาวัตถุดิบใหม่

จะว่าไปเวลาที่เราทำงานจริงๆ นั้นมีไม่เกิน 20% ส่วนอีก 80% คือเวลาที่ต้องพัฒนาตัวเองเพื่อให้เตรียมพร้อมสำหรับงานและเวลาพักครับ

แล้ว Deep Work มันมาตอนไหน

สำหรับคนส่วนใหญ่ ช่วงที่สามารถทำ Deep Work ได้ดีที่สุดคือไม่เกิน 3-5 ชั่วโมงหลังตื่นนอน แต่ต้องบอกว่าไม่เสมอไปนะครับ หลายคนมีช่วง Deep Work ตอนเย็นๆ หรือดึกๆ ก็มี

แต่ที่ผมเจอมาจากการสอบถามส่วนใหญ่คือเวลาที่เรามี Deep Work ในแต่ละวันนั้นไม่มากครับ ค่าเฉลี่ยของคนปกติคือประมาณ 3 ชั่วโมง

ความจริงของชีวิตคือความสามารถในการโฟกัสของเรานั้น แม้จะยิ่งฝึกยิ่งแข็งแรง แต่ยังไงมันก็มีขีดจำกัดของมัน เหมือนกับกล้ามเนื้อของเราที่ต่อให้แข็งแรงแค่ไหน แต่ถ้าทำงานหนักเกินไป ยังไงก็ต้องพักแล้วค่อยมาเริ่มทำใหม่

ความสำคัญคือตอนที่เราทำงานได้ในแต่ละวันต้องใช้มันให้คุ้มที่สุด เลือกงานที่สำคัญที่สุดของวัน และให้ Deep Work กับงานนั้น

อะไรคือเคล็ดลับในการสร้าง Deep Work

1. ต้องนอนให้พอ ก่อนสมองเราจะโฟกัสได้ต้องพักให้พอก่อนครับ มีงานวิจัยมากมายนับไม่ถ้วนแล้วว่าการอดนอนนั้นทำร้ายสมองและทำลายสมาธิมากเป็นอันดับต้นๆ

2. หวงแหนเวลาช่วง Deep Work ของคุณ สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ Deep Work มักจะเป็นช่วงเช้า ช่วงเวลานี้จะมี Willpower & Self Control สูง เช่น เราจะไม่ค่อยอยากกินขนมหรือดูซีรีส์ในทันทีที่ตื่นขึ้นมา เพราะฉะนั้นจึงควรหาสิ่งที่ยากๆ ใช้สมองเยอะๆ ทำอย่างการจด เขียน อ่าน เช่น งานวางแผน, การอ่านสัญญา, การเขียน Business Model, ศึกษางานวิจัย ฯลฯ 

3. ออกกำลังกายแบบสั้นๆ ก็ได้ แต่ขอให้มีประสิทธิภาพ มีการพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์แบบชัดเจนไว้ว่าการออกกำลังกายจะทำให้สมองอายุเด็กลง 9-10 ปี เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมให้ความสำคัญที่สุดครับ

4. ต้องรู้จักพักให้เป็น (Detach From Work) อย่างที่บอกครับ ทำงาน 20% ก็พอแล้วถ้าทำได้ดีจริงๆ ที่เหลือต้องพักและพัฒนาตัวเอง แต่ขอนิยามคำว่าพักผ่อนหน่อยครับ

พักผ่อนในที่นี้คือต้องพักจริงๆ ไม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาเกี่ยวข้อง อยู่กับธรรมชาติ อ่านหนังสือที่เป็นกระดาษ คุยกับมนุษย์จริงๆ แบบไม่ผ่านจอ

สจวร์ต บราวน์ กล่าวไว้ว่าการพักผ่อนเชิง Creativity ก็สามารถทำให้เกิดการพัฒนาตัวเอง เช่น การต่อจิ๊กซอว์จะช่วยเรื่องการเพิ่มทักษะการเรียนรู้ การแก้ปัญหากิจกรรมบางอย่าง เช่น การเล่นกีฬาเป็นทีมจะช่วยเรื่องการเห็นอกเห็นใจคนอื่นและทักษะการเป็นผู้นำ

5. เข้าใจว่าโทรศัพท์มือถือนั้นคือสารเสพติดที่ทำให้เสียสมาธิมาก การเสียสมาธิคือศัตรูอันดับหนึ่งของ Productivity ข้อมูลจากหนังสือเรื่อง Focus ของ แดเนียล โกลแมน ทำให้เรารู้ว่าหลายประเทศในเอเชียมีอาการของคนที่เสพติดมือถือเข้าขั้นรุนแรงอยู่เป็นจำนวนมาก

6. หูฟังตัดเสียงกับเพลย์ลิสต์ดีๆ ช่วยจัดการชีวิตได้ดีมาก ช่วงนี้ผมชอบ Piano de Fondo ใน Spotify มากครับ ผมฟังเกือบทุกวันตอนเช้า มันเหมือนเป็นสัญญาณบอกสมองว่าพอได้ยินเพลย์ลิสต์นี้แล้วเราต้องโฟกัสกับงานตรงหน้าแบบไม่วอกแวก

7. การนั่งสมาธิช่วยได้เป็นอย่างมาก เรื่องนี้ผมทดลองกับตัวเองมาแล้ว อย่างเดือนนี้ผมนั่งสมาธิติดกันมาเกือบทั้งเดือนครับ ตอนนี้เริ่มเห็นผลแล้ว สิ่งที่เห็นชัดเลยคือถ้าระหว่างวันทำงานๆ ไปแล้วเผลอทำเรื่องอื่นที่ไม่สำคัญ เช่น ท่องเว็บเรื่อยเปื่อย เดี๋ยวนี้จะรู้ตัวและกลับมาโฟกัสกับงานได้เร็วขึ้นมากครับ

ในช่วงเวลานี้ สิ่งที่คุณจะมีมากขึ้นอีกอย่างคือ Empathy หรือความเข้าใจคนอื่น ซึ่งแบ่งเป็นสองแบบ ได้แก่ Cognitive Empathy และ Emotional Empathy

Cognitive Empathy ทำให้เราเห็นโลกผ่านมุมมองของคนอื่น ทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ของเขาได้มากขึ้น

Emotional Empathy ทำให้เรา ‘รู้สึก’ ได้ถึงสิ่งที่คนอื่นรู้สึก

การมี Empathy ทั้งสองแบบเป็นคุณสมบัติสำคัญมากของคนที่จะเป็นผู้นำที่ดีได้

ความเจ๋งของไพรม์ไทม์ก็คือจะเป็นเวลาที่เราจะสามารถ ‘สื่อ’ Empathy ของเราให้คนอื่นรับรู้ได้มากที่สุด ทั้งคำพูด สีหน้า ท่าทาง อาการ

โฟกัส แรงบันดาลใจ และความมุ่งมั่น คือส่วนประกอบสำคัญเพื่อไปถึงเป้าหมายของเราให้ได้

การหาโมเมนต์ Deep Work ให้กับงานสำคัญให้ได้ทุกวันจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างยิ่ง

ของแบบนี้เหมือนเก็บเล็กผสมน้อยนะครับ แต่วันหนึ่งผลของมันจะโคตรเจ๋งแบบที่คุณเองยังจะงงเลยครับ

เหมือนกับที่ ออริสัน สเวตต์ มาร์เดน เคยกล่าวไว้ว่า

“One of the secrets of a successful life is to be able to hold all of our energies upon one point, to focus all of the scattered rays of the mind upon one place or thing.”

ภาพประกอบ: Pantitra H.
ที่มาบทความ: https://thestandard.co/deep-work/