เงินเดือนขึ้นเท่าไร ก็ไม่มีเงินเก็บสักที คงเป็นปัญหาที่หลายคนประสบอยู่ และเป็นปัญหาที่หาสาเหตุได้ยาก อย่างไรก็ตาม การทำงบประมาณหรือ Budgeting ที่ดีนั้น แม้จะไม่ได้ช่วยให้รู้สาเหตุของปัญหาดังกล่าว แต่เป็นการแก้ปัญหาการไม่มีเงินเก็บที่ดีวิธีการหนึ่ง โดยการทำ Budget ที่ดีนั้น ควรแบ่งค่าใช้จ่ายเป็นอย่างน้อย 4 กลุ่ม ได้แก่

ค่าใช้จ่ายตามภาระผูกพัน

ที่ต้องจ่ายตามเงื่อนไขซึ่งได้ถูกกำหนดไว้แล้ว เช่น ค่าผ่อนสินเชื่อบ้าน/สินเชื่อรถ รวมไปถึงค่าเบี้ยประกันชีวิต/ประกันสุขภาพด้วย ฯลฯ ซึ่งการตั้ง Budget กลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่ตั้งง่ายที่สุด เพราะค่าใช้จ่ายที่ว่าได้ถูกกำหนดจำนวนไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว เพียงแค่ลองรวบรวมและจดบันทึกออกมาเป็น Budget อย่างจริงจังเท่านั้นเอง

ค่าใช้จ่ายประจำในชีวิตประจำวัน

เป็นค่าใช้จ่ายที่เพียงพอสำหรับการดำรงชีพในแต่ละวันแต่ละเดือน เช่น ค่าอาหาร เดินทาง สาธารณูปโภค และของใช้ส่วนตัว ฯลฯ ซึ่งเป็น Budget กลุ่มที่ตั้งได้ไม่ยาก เพราะแค่ลองใช้เวลาทบทวนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในเดือนที่ผ่านมาก็สามารถตั้งได้แล้ว เช่น ค่าเดินทาง ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าในแต่ละวันที่ไปทำงาน ต้องจ่ายค่ารถไฟฟ้าและรถประจำทาง ไป-กลับ วันละ 100 บาท เดือนหนึ่งทำงาน 22 วัน ก็ควรตั้ง Budget ค่าเดินทางไว้ 2,200 บาท เป็นต้น ส่วนค่าน้ำประปา ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต ฯลฯ ก็เป็นค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันไม่มากในแต่ละเดือo

ค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นรางวัลชีวิต

เช่น ค่าอาหารในร้านหรู/ในห้างฯ ช้อปปิ้ง สังสรรค์ ท่องเที่ยว ฯลฯ ที่แม้จะเป็น Budget กลุ่มที่ตั้งยากที่สุด แต่เป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องตั้งอย่างยิ่ง เพื่อช่วยป้องกันการใช้จ่ายเกินตัว ยกตัวอย่างเช่น หากตั้ง Budget ช้อปปิ้งไว้เดือนละ 3,000 บาท แม้ว่าในช่วงปลายเดือนจะเผชิญกับโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม การมี Budget จะช่วยเตือนสติไม่ให้ใช้จ่ายเกินกว่าที่ตั้งไว้ ในทางกลับกันหากเดือนใดมีการใช้จ่ายกลุ่มนี้ต่ำกว่า Budget ก็สามารถเลือกทบยอดไปใช้เดือนหน้า เพื่อสะสมไว้เป็นรางวัลก้อนใหญ่ให้กับตนเองในเดือนถัดๆ ไปได

ตั้งเป้าหมายเงินเก็บแต่ละเดือน

หลังจากที่ตั้ง Budget 3 กลุ่มแรก และลองหักลบกับรายได้ของตนเองแล้ว ก็จะเริ่มประเมินความสามารถในการเก็บเงินของตนเองได้ว่า จำนวนเท่าไรถึงจะเหมาะสมกับความสามารถของตนเอง และเพื่อให้การเก็บเงินเป็นเรื่องง่าย แนะนำให้ใช้บริการหักเงินฝากอัตโนมัติ โดยระบุวันที่หักเงินฝากให้ตรงกับวันเงินเดือนออกจากบัญชีเงินเดือน เพื่อไปเก็บในทางเลือกต่างๆ อย่างไรก็ตามสำหรับมนุษย์เงินเดือนทั่วไป Budget ส่วนนี้ควรมีไม่น้อยกว่า 20% ของเงินเดือน เพื่อเป็นการสร้างรากฐานด้านการเงินที่มั่นคงในอนาคต

สำหรับทางเลือกในการเก็บเงินนั้น ปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลาย เช่น เงินฝากประจำปลอดภาษี ที่เหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มต้นเพราะนอกจากจะได้รับดอกเบี้ยสูงและได้รับการคุ้มครองเงินฝากตามกฎหมายแล้ว ยังมีเงื่อนไขการฝากและเงื่อนไขการได้รับดอกเบี้ยที่สนับสนุนให้ไม่ระงับการเก็บเงินและไม่ถอนเงินก่อนกำหนด หรือหักเงินฝากเพื่อไปลงทุนในกองทุนรวมตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หรืออาจเป็นกองทุนรวม LTF/RMF เพื่อลดหย่อนภาษีก็ได้ สามารถเริ่มต้นได้ง่ายและเริ่มต้นได้ทันที โดยขอเปิดบัญชีเงินฝากหรือกองทุนข้างต้น จากธนาคารที่ตนเองใช้บริการเป็นประจำหรือมีบัญชีเงินเดือนอยู่เพื่อความสะดวกในการเริ่มต้นเก็บเงินในช่วงแรก

ที่มา : http://www.tfpa.or.th/