ช่วงนี้ผมได้มีโอกาสไปแชร์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับผลกระทบค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งจะมีผลวันที่ 1 เมษายน 2561 ในรูปแบบของการสัมมนาที่จัดซื้อโดย HR Center  มีผู้เข้าร่วมประมาณ 130 คน  มีประเด็นและแง่มุมที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบริหารค่าตอบแทนซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านผมจริงขอสรุปย่อๆ มาไว้ตรงนี้นะครับ

R

ประเด็นที่ 1 : การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 2561

การปรับครั้งนี้จะมีผลวันที่ 1 เมษายน 2561 เป็นการปรับค่าจ้างแบบกลางๆ ไม่กระชากใจเหมือนปี 2554 ปีนี้ช่วงการปรับอยู่ที่  308-330 เฉลี่ยนประมาณ 315 ต่อวัน เพิ่มขึ้น 3.4%

R

ประเด็นที่ 2 : Labor Cost ต่อ Total Cost

จากการวิจัยเรื่องผลกระทบจากการปรับครั้งนี้ จะทำให้ต้นทุนครั้งนี้เพิ่มขึ้น 0.20-0.4% ขึ้นกับว่าในองค์กรใช้แรงงานเข้มข้นเพียงใด ตัวเลขขนาดนี้น่าจะเป็นตัวเลขที่ผู้ประกอบการพอรับได้ คงไม่ถึงกับรับไม่ไหว

R

ประเด็นที่ 3 : รายได้ของลูกจ้าง (Income)

การปรับครั้งนี้จะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.06% นั่นหมายถึงว่ารายได้ในกระเป๋าของลูกจ้างจะลดลง 0.06 บาท ถือว่ายังพออยู่ได้ในฐานะของลูกจ้างการปรับครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อเงินในกระเป๋ามากนัก

R

ประเด็นที่ 4 : Compression Employee

นายจ้างให้ความสนใจต่อพนักงานเก่าที่ได้รับผลกระทบมากขึ้นโดยดูแลเรื่องความรู้สึกของคนกลุ่มนี้ เพราะมองว่าคนเก่าที่อายุงามมากก็จะมีทักษะและความชำนาญสูงขึ้นด้วยจึงจะมีการปรับผลกระทบให้กับคนกลุ่มนี้ด้วย

R

ประเด็นที่ 5 : รูปแบบการปรับ (Option)

จากการสอนและแลกเปลี่ยนกับผู้เข้าสัมมนาหลายครั้งพบว่ามีรูปแบบในการปรับไม่น้อยกว่า 5 แบบ แต่ละวิธีการต่างก็มีจุดอ่อน จุดแข็งที่จะช่วยให้ความสามารถในการบริหารค่าตอบแทนหรือการใช้เงินของบริษัทมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับองค์กรของตัวเอง ไม่ควรทำตามกันไป

R

ประเด็นที่ 6 : นายจ้างสนใจเรื่องผลงานมากขึ้น

ในการปรับผลกระทบครั้งนี้ นายจ้างมองว่าไม่ต้องการตั้งรับ คือจ่ายตามรัฐบาลกำหนดอย่างเดียว แต่ต้องการให้การจ่ายครั้งนี้ส่งผลให้พนักงานทำงานได้ดีขึ้นด้วย ซึ่งต้องใช้รูปแบบการปรับแบบที่นำผลการปฏิบัติงานมาประกอบการพิจารณามากขึ้น

R

ประเด็นที่ 7 : โครงการสร้างค่าตอบแทน (Salary Structure)

การจัดทำโครงการสร้างค่าตอบแทนแบบหลากหลาย (Multi Salary Structure : MMS) น่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาวในการบริหารค่าตอบแทนทำให้ไม่ว่าจะมีการปรับค่าจ้างขึ้นต่ำบ่อยขนาดไหน ก็ไม่ต้องมากังวลว่ากระทบกับพนักงานเก่า หรือจะทำให้ระบบประเมินผลที่เคยใช้มาใช้งานไม่ได้

R

ประเด็นที่ 8 : ผลกระทบต่อเนื่องกลุ่ม ปวช./ปวส. เป็นเรื่องที่ต้องดูแล

การปรับครั้งนี้อยู่ในช่วง 308-330 บาท ถ้าเทียบกับรายเดือน สูงสุดจะอยู่ที่ 9,900 บาท ทำให้ค่าจ้างเริ่มต้นจะขึ้นไปชนหรือใกล้กลุ่ม ปวช. ที่ค่าเฉลี่ยค่าจ้างเริ่มต้นอยู่ที่ 11,000 บาท และ ปวส. 12,500 บาท ดังนั้นการปรับครั้งนี้จะพิจารณาปรับค่าจ้างกลุ่ม ปวช./ปวส. เพิ่มไม่ให้เกิดปัญหาการจ้างงานในอนาคต

R

ประเด็นที่ 9 : สูตรการปรับไม่ควรเปลี่ยนบ่อย

การปรับแต่ละครั้ง นายจ้างหรือ HR ต้องอธิบายถึงที่มาที่ไปให้กับพนักงานหรือหัวหน้างานได้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน และเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของระบบสูตรการปรับหากไม่จำเป็นควรคงรูปแบบเดิมไว้ในขณะเดียวกันก็ควรดูแลพนักงานทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบและควรหยิบคนเก่าที่ไม่เคยได้รับในครั้งที่ผ่านๆ มาขึ้นมาพิจารณาด้วย

R

ประเด็นที่ 10 : การสื่อสาร

การปรับแต่ละครั้ง การสื่อสารกับพนักงานไม่ควรยกให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงาน HR เพียงอย่างเดียว ควรให้หัวหน้าในสายงานได้รับรู้และมีส่วนร่วมในการสื่อสารการทำความเข้าใจกับพนักงาน ก็จะลดปัญหาความข้องใจต่างๆ ได้มาก เพราะพนักงานส่วนใหญ่ค่อนข้างจะเชื่อหัวหน้า นอกจากนี้วิธีการที่ให้หัวหน้าเป็นผู้สื่อสารยังเป็นการพัฒนาทักษะในการบริหารจัดการคนให้กับหัวหน้างานอีกด้วย

ประกาศค่าแรงงานขึ้นต่ำปี 2561 มติคณะกรรมการค่าจ้าง วันที่ 17 ม.ค. 2561 มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2561

330 บาท
มี 3 จังหวัดคือ ภูเก็ต ชลบุรี และระยอง

325 บาท
มี 7 จังหวัดคือ กรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และฉะเชิงเทรา

320 บาท
มี 14 จังหวัดคือ อุบลราชธานี สุพรรณบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา หนองคาย ลพบุรี ตราด ขอนแก่น สงขลา สุราษฏ์ธานี กระบี่ เชียงใหม่ นครราชสีมา และพังงา

318 บาท
มี 7 จังหวัดคือ จันทบุรี สมุทรสงคราม สกลนคร มุกดาหาร นครนายก กาฬสินธุ์ และปราจีนบุรี

315 บาท
มี 21 จังหวัดคือ ร้อยเอ็ด ประจวบฯ นครสวรรค์ สระแก้ว พัทลุง อุตรดิตถ์ อุดรธานี นครพนม บุรีรัมย์ สุรินทร์ เพชรบุรี พิษณุโลก ชัยนาท เลย ยโสธร พะเยา บึงกาฬ น่าน กาญจนบุรี และอ่างทอง

310 บาท
มี 22 จังหวัดคือ สิงห์บุรี ตรัง ลำปาง ลำพูน ตาก ราชบุรี ระนอง ชุมพร สตูล หนองบัวลำภู พิจิตร กำแพงเพชร สุโขทัย เชียงราย อุทัยธานี ศรีสะเกษ ชัยภูมิ อำนาจเจริญ แพร่ แม่ฮ่องสอน นครศรีธรรมราช และมหาสารคาม

308 บาท
มี 3 จังหวัดชายแดนใต้ คือ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา

โดยสรุป ผมมองว่าการปรับค่าจ้างครั้งนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ยังพอรับได้ทั้งสองฝ่ายทั้งนายจ้างและลูกจ้าง และส่งผลที่ดีกับเศรษฐกิจของประเทศโดยภาพรวมในแง่การเพิ่มขึ้นของ GDP บางส่วน รวมถึงทำให้นายจ้างตื่นตัวในแง่ของการวางโครงสร้างการบริหารงานบุคคล และโครงสร้างค่าตอบแทนในระยะยาว

การปรับควรใช้ระบบการประเมินผลงานเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อคงความสามารถในการแข่งขันขององค์กร นอกจากนี้ยังควรใช้เทคโนโลยีมาช่วยงานด้วยเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานและเพื่อการแข่งขันในระดับประเทศต่อไป

เทคนิคการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ด้วยโมเดล 5M 

M 1 : Traditional (แบบดั้งเดิม)
M 2 : Flat (แบบจำนวนคงที่)
M 3 : Compression (แบบผลกระทบ)
M 4 : Budget&Performance
M 5 : Rang Salary